Skip to content

Posts tagged ‘ทะเลทราย’

จอร์แดน ดินแดนที่อดีตเดินทางคู่ขนานกับปัจจุบัน (2)

อย่างที่เล่าไปในตอนที่แล้วว่าที่ประเทศจอร์แดนทุกอย่างมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แม้แต่ทะเลสาบน้ำเค็มอย่าง Dead Sea นั้นก็ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่แพ้เพตราเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าแสนกว่าปีก่อน พื้นที่บริเวณฝั่งตะวันตกของประเทศจอร์แดนนั้นเคยอยู่ใต้ทะเลแดง เมื่อเวลาผ่านพ้นไป ทะเลแดงลดขนาดลง ที่บริเวณนี้จึงกลายเป็นที่ราบลุ่มและหุบเขา เหลือน้ำทะเลไว้แต่เพียงบริเวณที่เป็น Dead Sea ในปัจจุบัน

Dead Sea เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดของโลก (400 เมตรต่ำกว่าระดับน้ำทะเล) ทะเลสาบแห่งนี้มีความเค็มสูงมาก (เค็มกว่าทะเลปกติถึง 9 เท่า) ทำให้ไม่สามารถมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในทะเลสาบได้ (นั่นคือที่มาของชื่อ Dead Sea) และด้วยความเข้มข้นของเกลือในทะเลสาบแห่งนี้นี่เองที่ทำให้เวลาที่เราลงไปว่ายน้ำใน Dead Sea เราจะไม่มีวันจม ทุกๆปีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาที่นี่ นอกจากจะได้สนุกสนานกับการลอยตุ๊บป่องๆอยู่ในทะเลสาบแล้ว น้ำทะเลและโคลนของ Dead Sea ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่ดีต่อสุขภาพและมีประโยชน์ต่อผิวของเราอีกด้วย

พระอาทิตย์ตกดิน เดดซี จอร์แดน Sunset at Dead Sea, Jordan

ทะเลสาบ Dead Sea ดูเงียบสงบยามพระอาทิตย์ตกดิน

Dead Sea, Jordan เดดซี จอร์แดน

ทะเลสาบ Dead Sea ยามเช้า แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวให้เห็น

ในอดีต ชาวกรีกและชาวโรมันเรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่า “ทะเลแห่งความมืดมิด” เหตุผลก็คือในสมัยนั้น Dead Sea เต็มไปด้วยยางมะตอยที่ลอยขึ้นมาอยู่บนพื้นผิวน้ำ ทำให้ทะเลแห่งนี้ดูเป็นสีดำ และยางมะตอยนี้ก็เป็นของมีค่าที่ชาวนาบาเทียนนำขึ้นมาขายให้กับชาวอียิปต์อีกทีหนึ่ง โดยชาวอียิปต์โบราณนำยางมะตอยเหล่านี้ไปทำมัมมี่นั่นเอง ในสมัยนั้น ยางมะตอยจาก Dead Sea เป็นของมีค่าที่มีการค้าขายกันอย่างจริงจัง แต่ในปัจจุบัน ยางมะตอยได้หมดไปจากทะเลสาบแห่งนี้แล้วตั้งแต่ปี 1936

การว่ายน้ำในทะเลสาบ Dead Sea นี้ก็ไม่ปกติธรรมดา เขาแนะนำว่าเราควรลงไปว่ายครั้งละไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น ด้วยความที่น้ำทะเลที่นี่เค็มมาก ลงไปแป๊บเดียวจะดีต่อผิว แต่ถ้าอยู่ในน้ำนานเกินไป จะทำให้แสบได้ การลอยตัวใน Dead Sea นั้นเป็นประสบการณ์อันสนุกสนานที่คุณจะต้องจดจำไปอีกนาน อย่าลืมนำหนังสือเล่มโปรดลงไปนอนเอกเขนกอ่านแบบชิลๆในน้ำทะเล ความรู้สึกราวกับว่าคุณกำลังนอนอยู่บนแพยางเป่าลมเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็ขึ้นมาพอกตัวด้วยโคลนของ Dead Sea ที่มีบริการให้ฟรี ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างออก แล้วลงไปลอยตัวในทะเลสาบอีกรอบก็ได้ โคลนที่นี่พอกแล้วผิวนุ่มดี ฉันติดใจจนต้องแวะซื้อกลับมาพอกที่บ้านหนึ่งกระปุก

เดดซี จอร์แดน Dead Sea, Jordan

ใต้น้ำทะเลอันสงบนิ่งนี้ ไม่มีปลา ประการัง หรือสิ่งมีชีวิตใดๆอาศัยอยู่เลย

Dead Sea เป็นทะเลสาบที่มีอายุเก่าแก่ถึง 3 ล้านปี แต่เรื่องที่น่าเศร้าก็คือในอีก 30 ปีข้างหน้า เราอาจจะไม่มีทะเลสาบ Dead Sea แล้วก็ได้ เหตุผลที่ทะเลสาบแห่งนี้เค็มกว่าทะเลปกติถึง 9 เท่านั้นเป็นเพราะ Dead Sea เป็นทะเลสาบที่มีอัตราการระเหยของน้ำทะเลสูง และในปัจจุบัน ปริมาณน้ำที่ระเหยออกไปนั้นสูงกว่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามา ทำให้ระดับน้ำใน Dead Sea ลดลงเรื่อยๆ

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือโรงงานผลิตเกลือโพแทสเซียมที่อยู่รอบๆทะเลสาบส่งผลอย่างมากต่อขนาดของทะเลสาบ Dead Sea ที่หดตัวเล็กลงเรื่อยๆอย่างน่าตกใจ (กระบวนการผลิตเกลือโพแทสเซียมทำให้อัตรการระเหยของน้ำทะเลใน Dead Sea ที่เร็วอยู่แล้วยิ่งเร็วขึ้นไปอีกหลายเท่า) ในขณะนี้ รัฐบาลจอร์แดนกำลังร่วมมือกับองค์กรต่างๆจากทั่วโลก เพื่อช่วยกันหาทางแก้ไม่ให้โลกต้องสูญเสียทะเลสาบแห่งนี้ไป เพราะนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าหาน้ำใน Dead Sea ยังคงลดระดับลงในอัตราที่รวดเร็วเช่นนี้ ทะเลสาบแห่งนี้จะแห้งเหือดไปภายในปี 2050

Wadi Rum Desert, Jordan ทะเลทราย วาดีรัม จอร์แดน

ทะเลทราย Wadi Rum ทะเลทรายสีแดงในตำนานของลอเรนซ์แห่งอาราเบีย

อีกที่หนึ่งที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจอร์แดนก็คือ ทะเลทราย Wadi Rum ทะเลทรายสีแดงอันกว้างใหญ่ที่เคยเป็นที่พำนักของลอเรนซ์แห่งอาราเบีย ทหารชาวอังกฤษที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติของชาวอาหรับในปี 1917 ลอเรนซ์เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่จนมีคนนำเรื่องราวของเขาไปทำเป็นหนังที่โด่งดังและได้รับรางวัลออสการ์ในปี 1963 สิ่งที่ควรทำเมื่อมาถึงที่นี่ก็คือนั่งรถโฟร์วีลชมความสวยงามและความมหัศจรรย์ของทะเลทรายแห่งนี้ แล้วเดินขึ้นไปนั่งบน sand dune เพื่อชมพระอาทิตย์ตกดิน วิธีการเดินขึ้น sand dune ที่ง่ายที่สุดคือ ถอดร้องเท้าออกแล้วเดินเท้าเปล่า ทรายที่นี่นุ่มละเอียดสบายเท้าดีจริงๆ

หลังพระอาทิตย์ตกเรามีโอกาสได้ไปทานอาหารค่ำรอบกองไฟที่แคมป์ของชาวเบดูอิน เมนูเด็ดของที่นี่ก็คือไก่อบใต้ดิน เป็นวิธีการปรุงอาหารพื้นบ้านของชาวเบดูอินที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย โดยสร้างเตาอบไว้ใต้ดิน จุดไฟในเตาอบให้ร้อนจนไฟมอด เหลือแต่ถ่านร้อน เสร็จแล้วน้ำไก่ที่ห่อไว้อย่างดีใส่ลงไป จากนั้นก็ปิดฝา กลบทรายทับไว้ แล้วทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง ผลที่ได้ก็คือไก่ที่เนื้อนุ่ม ไม่แห้ง แถมยังรสชาติจัดจ้านเข้าเนื้อจากเครื่องเทศที่หมักไว้ แถมพอทานอาหารเสร็จ ชาวเบดูอินก็ชักชวนให้ออกไปเต้นรอบกองไฟ ตอนแรกพวกเราก็อิดออดไม่อยากออกไปเต้น แต่พอจิบไวน์ไปสักแก้วสองแก้ว เรากับชาวเบดูอินก็เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าประทับใจในทะลทรายแห่งนี้

Our truck at Wadi Rum Desert, Jordan รถกระบะ ทะเลทราย วาดีรัม

ยานพาหนะของเราในทะเลทราย Wadi Rum

ทะเลทราย วาดีรัม จอร์แดน Wadi Rum Desert, Jordan

ทรายที่นี่ละเอียดนุ่ม เป็นสีแดงอมส้มสวยงาม

Sunset, sand dune, Wadi Rum Desert, Jordan พระอาทิตย์ตก ทะเลทราย วาดีรัม จอร์แดน

นั่งชมพระอาทิตย์ตกอยู่บน sand dune ขนาดใหญ่ที่ Wadi Rum

เตนท์กลางทะเลทราย วาดีรัม จอร์แดน tents, Wadi Rum Desert, Jordan

บรรยากาศอันเงียบสงบของเตนท์กลางทะเลทราย

นอกจากนครเพตรา ทะเลสาบ Dead Sea และทะเลทราย Wadi Rum แล้ว จอร์แดนยังมีอะไรดีๆให้เราได้ดูอีกมากมาย อย่างเช่น ทะเลแดง (Red Sea) ทะเลในตำนานของพระคัมภีร์ไบเบิลที่โมเสสใช้ไม้เท้าแหวกทะเลออกเป็นสองฝั่งเพื่อให้คนเดินข้ามไปได้ ทะเลแดงขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำที่สวยงามที่สุดในโลก นอกจากนี้เมือง Jerash เป็นอีกเมืองหนึ่งที่น่าไปเที่ยว เพราะเป็นอดีตหัวเมืองเอกอันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน มีสถาปัตยกรรมโรมันที่งดงามมากมายตั้งแต่สนามแข่งม้า โรงละครขนาดใหญ่ บ่อน้ำพุ และวิหารโรมันต่างๆ สถาปัตยกรรมเหล่านี้ยังอยู่ในสภาพที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันว่าสภาพดีกว่าที่โรมด้วยซ้ำไป เมื่อพูดคุยกับไกด์ท้องถิ่นจึงทราบว่าเหตุผลก็เป็นเพราะภูมิอากาศที่นี่แห้ง การกัดเซาะหรือย่อยสลายจึงน้อยกว่าในแถบยุโรป

ไม่น่าเชื่อว่าประเทศขนาดเล็กอย่างจอร์แดนจะมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติอันสวยงามมากมายขนาดนี้ และการที่จอร์แดนเป็นประเทศเล็กนี้เอง ทำให้การเดินทางจากสถานที่เที่ยวแต่ละจุดใช้เวลาไม่มากนัก เราจึงสามารถเที่ยวได้ทั่วประเทศจอร์แดนภายในเวลา 5-7 วัน ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการเดินทางไปจอร์แดนก็คือช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) กับช่วงฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่ร้อนจนเกินไป

Red Sea, Jordan ทะเลแดง จอร์แดน

ทะเลแดง แหล่งดำน้ำที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สถาปัตยกรรมโรมัน เมืองเจราช เมืองพันเสา จอร์แดน Roman ruins, Jerash, Jordan

เมือง Jerash อดีตหัวเมืองเอกของอาณาจักร์โรมัน

จอร์แดนเป็นประเทศที่หลังจากฉันเดินทางกลับมาแล้ว อยากจะบอกกล่าวให้เพื่อนๆทุกคนหาโอกาสไปให้ได้ นอกจากจะประทับใจกับสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าอัศจรรย์แล้ว ฉันยังประทับใจกับคนที่นี่มากๆ คนจอร์แดนน่ารัก เป็นมิตร ยิ้มแย้ม พร้อมจะช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเสมอ และที่สำคัญมีอารมณ์ขัน พร้อมจะหัวเราะได้ตลอด ไกด์ท้องถิ่นของเราปล่อยมุขทั้งทริป (ชวนเราไปกินปลาจาก Dead Sea อยู่นั่น) ชาวเบดูอินที่เราพบเจอก็ยิ้มแย้มอารมณ์ดี แม้แต่วิธีขายของยังสอดแทรกอารมณ์ขันไว้เสมอ เวลาถามว่าเราอยากขี่ลาไหมเขาจะถามว่าเราต้องการรถเฟอร์รารี่ส่วนตัวไหม หรือเวลาขายน้ำก็จะบอกว่านี่เป็นช่วง Happy Hour ฉันเพิ่งมาอ่านเจอทีหลังว่าอารมณ์ขันเป็น 1 ใน 4 คุณลักษณะที่ชาวเบดูอินให้ความสำคัญ  (คุณลักษณะอีก 3 ข้อคือความกล้าหาญ ความตื่นตัวกระปรี้กระเปร่า และความเชื่อมั่นในศาสนา)

วันแรกๆที่เราเดินทางไป Little Petra ไกด์ท้องถิ่นชี้ให้ฉันดูผู้หญิงชาวเบดูอินคนหนึ่งว่าจริงๆแล้วผู้หญิงคนนี้เป็นชาวเดนมาร์กแต่มาแต่งงานกับชาวเบดูอินและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ไกด์บอกว่าไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมละทิ้งชีวิตอันสุขสบายที่เดนมาร์กมาใช้ชีวิตลำบากๆแบบชาวเบดูอินอยู่อย่างนี้ ฉันเองก็นึกเห็นด้วยอยู่ในใจ แต่หนึ่งอาทิตย์ถัดมา หลังจากฉันได้สัมผัสและทำความรู้จักกับวิถีชีวิตของชาวเบดูอินมากขึ้น ฉันก็เริ่มเห็นเสน่ห์ของวิถีชีวิตอันเรียบง่ายนี้ ชีวิตของชาวเบดูอินเป็นชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติอันกว้างใหญ่และเงียบสงบ ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดมาหลายศตวรรษ และมีความภูมิใจกับประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของตน เวลาที่นี่เดินช้ากว่าที่อื่น เสียงรอบตัวเราเบากว่าที่อื่น และพระอาทิตย์ตกที่นี่งดงามกว่าที่อื่น และแล้วการที่ผู้หญิงเดนมาร์กคนหนึ่งจะละทิ้งชีวิตที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายมาใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแบบนี้ก็เริ่มจะดูไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

Related Post: จอร์แดน ดินแดนที่อดีตเดินทางคู่ขนานกับปัจจุบัน (1)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 51 other followers

%d bloggers like this: