Skip to content

กาลเวลาหยุดนิ่งที่ยูนนาน ตอนที่ 2

เล่าเรื่องยูนนานทั้งทีจะไม่เขียนถึงอาหารยูนนานก็คงไม่ได้ เพราะมาเที่ยวครั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ประทับใจฉันมากก็คืออาหาร อาหารยูนนานขึ้นชื่อเรื่องรสชาติที่เผ็ดและจัดจ้าน แตกต่างกับอาหารจีนที่เราคุ้นเคยที่เมืองไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารกวางตุ้ง และด้วยความที่ยูนนานเป็นเมืองเกษตรกรรมที่มีภูมิอากาศเหมาะกับการปลูกพืชผักแทบตลอดทั้งปี ผักที่นี่จึงสดหวานอร่อย และมีมากมายหลายชนิดให้เลือก ร้านอาหารที่นี่เขาไม่วางตู้เย็นเก็บของสดไว้ในครัว แต่กลับเอามาวางไว้ตรงใกล้ๆทางเข้าร้าน โดยเป็นตู้กระจกที่มีของสดทุกชนิดของร้าน ลูกค้ามาถึงก็มายืนดูได้เลยว่าวันนี้มีเนื้อสัตว์ชนิดไหนส่วนไหน มีผักอะไรให้เลือกกินบ้าง และสามารถสั่งอาหารตรงหน้าตู้กระจกนี้ได้เลย

Yunnan-273-2013-3

อาหารยูนนานขึ้นชื่อเรื่องรสชาติที่จัดจ้าน อย่างเช่นไก่คั่วพริกจากนี้

Yunnan-886-2013

แม้แต่ผัดผักก็ยังใสพริกแห้ง ถั่วแขกที่นี่สดหวานอร่อย สมเป็นเมืองเกษตรกรรม

ด้วยความที่ยูนนานเป็นมณฑลขนาดใหญ่ อาหารที่ขึ้นชื่อของแต่ละเมืองก็แตกต่างกันไป เราได้ลองชิมอาหารหลากหลาย ตั้งแต่เนื้อควายแดดเดียวที่อร่อยเด็ดมากๆ สุกี้เห็ดชื่อดังของคุนหมิง หมูสามชั้นเจ้าอร่อย ไปจนถึงอาหารสิบสองปันนาที่รสชาติใกล้เคียงกับอาหารไทยของเรา และเป็ดอี้เหลียง เป็ดยอดนิยมของยูนนานที่มีวิธีเลี้ยงแบบพืเศษคือเลี้ยงแบบปล่อย มีพื้นที่ให้เดินเล่นไปมาตามธรรมชาติคล้ายๆกับที่ฝรั่งเรียกว่า free-range นั่นแหล่ะ และพออายุได้ 30 วันก็จะโดนจับมากินเสียแล้ว มาเที่ยวยูนนานไม่ต้องกังวลว่าอาหารจะไม่ถูกปาก (ถ้าคุณไม่ใช่คนที่ทานยากมาก) ตอนแรกฉันนึกว่าอาหารที่เมืองจีนจะมันๆเลี่ยนๆ แต่อาหารที่ยูนนานนี้อร่อยเกินคาดจริงๆ

Yunnan-714-2013

สุกี้แห้งปลาที่นี่อร่อยแต่เผ็ดมากจนคนไทยอย่างเรายังแทบแย่

Yunnan-352-2013

สุกี้เห็ด อาหารชื่อดังของคุนหมิง รสชาติอร่อยกลมกล่อม แถมยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย

พักเรื่องอาหารมาคุยเรื่องเที่ยวกันต่อ จากโหลวผิง เมืองแห่งทุ่งมัสตาร์ดที่เล่าไปเมื่อตอนที่แล้ว เราเดินทางต่อไปยังเขาหมื่นยอด สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่งอีกแห่งหนึ่งของจีนที่อยู่ตรงชายแดนระหว่างมณฑลยูนนานกับมณฑลกุ้ยโจว เขาหมื่นยอด (หรือที่คนจีนเรียกว่า “ว่านเฟิงหลิน”) นี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่เป็นพันตารางกิโลเมตร เรียกว่าถ้าไม่มาเห็นกับตาตัวเอง ก็คงจะนึกไม่ออกถึงความยิ่งใหญ่อลังการของสถานที่แห่งนี้ เขาหมื่นยอดมีลักษณะการเกิดคล้ายๆกับป่าหินที่ฉันเขียนถึงในตอนที่ 1 คือเมื่อหลายล้านปีก่อน ที่บริเวณนี้เคยอยู่ใต้ท้องมหาสมุทรมาก่อน การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้น้ำเหือดหายไป เนินเขาหินปูนกว่าหมื่นลูกที่เคยอยู่ใต้น้ำก็ย้ายขึ้นมาอยู่บนดิน กลายเป็นทัศนียภาพอันน่าอัศจรรย์ที่เหมือนกับภาพวาดสีน้ำของจีนสมัยโบราณที่เราเคยเห็นมายังไงอย่างนั้น

Yunnan-901-2013

เขาหมื่นยอด หรือ “ว่านเฟิงหลิน” อีกหนึ่งทัศนียภาพอันงดงามของจีน

Yunnan-955-2013-3

ทุ่งดอกไม้สีเหลืองที่มีเนินเขาอันสลับซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง งดงามราวกับภาพวาดพู่กันของจีนเลยทีเดียว

Yunnan-919-2013

บ้านในบริเวณเขาหมื่นยอดนั้นรัฐบาลจะเข้ามาช่วยทาสีให้ฟรี เพื่อให้ดูสวยงามกลมกลืนไปกับทัศนียภาพ

ด้วยความที่เขาหมื่นยอดมีอาณาเขตกว้างใหญ่มาก การท่องเที่ยวที่นี่เขามีบริการขับรถคล้ายๆรถกอล์ฟแต่ยาวกว่า พาไปลัดเลาะเที่ยวชมบริเวณเขาหมื่นยอด เริ่มจากขึ้นไปชมวิวบนเขาที่มองลงมาเห็นเนินเขาสลับซับซ้อนเรียงรายกันไปเรื่อยๆราวกับว่าไม่มีจุดสิ้นสุด หลังจากดูจุดชมวิวต่างๆบนเขาเสร็จแล้ว ก็จะพาเราลงมาข้างล่าง ขับผ่านหมู่บ้านต่างๆที่อยูในบริเวณเขาหมื่นยอด ในบริเวณนี้แม้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่ก็ยังมีคนอยู่ตามปกติ ชาวบ้านก็ทำไร่ทำนากันไปท่ามกลางเนินเขาอันสวยงามเหล่านี้ บ้านที่อยู่ในบริเวณเขาหมื่นยอดนั้นถือว่าโชคดี เพราะรัฐบาลเข้ามาอาสาทาสีทำบ้านให้ใหม่ เพื่อให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ขัดกับทัศนียภาพอันงดงามที่อยู่เบื้องหลัง

จากเขาหมื่นยอด เราเดินทางไปที่หมู่บ้านเฉิงจื่อ หมู่บ้านโบราณเล็กๆที่แทบยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปถึง หมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องวิธีการสร้างบ้านที่ไม่เหมือนใคร บ้านทุกหลังสร้างจากดิน และมีลักษณะพิเศษคือหลังคาเรียบและเชื่อมติดกันทุกหลัง คนที่นี่สร้างบ้านกันแบบนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ เหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้เวลาเกิดเหตุร้ายอะไร เช่นบ้านไหนมีคนบุกรุก ก็สามารถหนีมาอีกบ้านหนึ่งได้ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังใช้พื้นที่บนหลังคาให้เป็นประโยชน์ เช่นในฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพด ทุกบ้านก็จะเอาข้าวโพดขึ้นไปตากบนหลังคา คนที่นี่นิยมเอาข้าวโพดมาแขวนเอาไว้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน นอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว ชาวบ้านยังเชื่อว่าจะเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว แถมยังเป็นการตากแห้งข้าวโพดไปในตัว เพื่อที่จะนำเม็ดที่แห้งแล้วไปปลูกในฤดูกาลหน้า

Yunnan-1103-2013

หมู่บ้านเฉิงจื่อ บ้านที่นี่หลังคาเรียบ สามารถเดินจากบ้านหนึ่งไปอีกบ้านหนึ่งบนหลังคาได้

เราแวะทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารเล็กๆในหมู่บ้าน อาหารเช้าที่นี่เขานิยมทานบะหมี่น้ำไข่ดาวกัน อาจฟังดูแปลกๆแต่ยืนยันว่าอร่อยมาก บะหมี่ที่หมู่บ้านนี้เขาจะมีเครื่องเคียงต่างๆให้ด้วย เช่นพวกผักดองและพริกแห้ง พอดีเราเห็นว่าที่ร้านบะหมี่นี้แขวนข้าวโพดไว้เยอะ เราเลยขอเขาซื้อหนึ่งพวง จะเอากลับไปแขวนในครัวที่บ้านบ้าง เจ้าของร้านยิ้มกว้าง รีบไปหยิบถุงแล้วเอาข้าวโพดใส่ให้เรา 3-4 พวงใหญ่ๆแล้วเอามายื่นให้โดยไม่ยอมรับเงิน เราพยายามจะให้ตังค์อย่างไรเขาก็ไม่ยอมรับ จนสุดท้ายเราก็ต้องกล่าวขอบคุณพร้อมบอกว่าขอเอาไปแค่พวงเดียวแล้วกัน เพราะกระเป๋าเดินทางของเรามีที่ไม่มาก

เดินต่อไปอีกหน่อยเจอคุณยายถือถาดถั่วที่หน้าตาคล้่ายๆถั่วลันเตาแต่ฝักใหญ่กว่ามากที่คุณยายแกคงเพิ่งไปเก็บมา ฉันยิ้มให้คุณยายพร้อมถ่ายรูปผักในถาดของแก แกรีบหยิบถั่วมาให้ฉันและคะยั้นคะยอให้ฉันลองชิมดู ไม่ได้ให้แค่ฝักเดียว แต่หยิบมาให้หนึ่งกำมือ ตังค์ก็ไม่ยอมเอาอีกเช่นกัน ฉันจึงรับมาหนึ่งฝักพร้อมขอบคุณคุณยายเป็นภาษาจีน บอกตามตรงว่าถั่วของยายไม่อร่อยเอาซะเลย (คงเป็นเพราะมันยังดิบ รสชาติเลยขม ถ้าปรุงสุกแล้วน่าจะอร่อย) แต่หมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นหมู่บ้านที่ฉันประทับใจที่สุดในทริปนี้ก็เพราะข้าวโพดของร้านบะหมี่และถั่วของคุณยายนี่แหล่ะ

Yunnan-1049-2013

หมู่บ้านเฉิงจื่อยังคงใช้ม้า ลา วัว และควายในการแบกของขึ้นลงหมู่บ้านซึ่งเป็นเนินเขาอยู่

Yunnan-1113-2013

เด็กๆในหมู่บ้านเฉิงจื่อ ตัวเล็กแค่นี้แต่ก็สามารถช่วยแม่แกะถั่วได้แล้ว

Yunnan-1020-2013

ยามเช้า ชาวนาเอาข้าวสาลีมากองเต็มถนนเพื่อให้รถที่ผ่านไปมาช่วยนวดข้าวให้

ตรงถนนที่เป็นทางเข้าออกจากหมู่บ้านเฉิงจื่อนี้ สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งข้าวสาลี ทุกเช้าชาวบ้านที่นี่จะนำข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวแล้วมาวางแผ่ไว้เต็มพื้นถนน เพื่อให้รถที่ผ่านไปมาแล่นทับข้าวสาลีเหล่านี้ เป็นการนวดข้าวแบบประหยัดแรงและประหยัดเวลา เพราะถ้าไม่ใช้วิธีนี้ คนที่นี่ก็ยังคงใช้วิธีเหยียบข้าวอยู่ ซึ่งกินแรงและเสียเวลามาก ทุกๆ 500 เมตรเราจะเห็นชาวนาเอาข้าวสาลีมาปูบนถนน พอเห็นรถมา ชาวนาก็จะรีบเทข้าวสาลีลงมาเพิ่ม และคอยเกลี่ยให้นวดได้ทั่วถึงกัน เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่ารักไปอีกแบบ

จากหมู่บ้านเฉิงจื่อ เราเดินทางไปสู่ไฮไลท์ของทริปนี้ นั่นก็คือหยวนหยาง เมืองแห่งนาขั้นบันไดทางตอนใต้ของยูนนาน ที่ผ่านมา เราได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติมาเยอะ แต่ความมหัศจรรย์ของที่แห่งนี้เกิดจากน้ำมือมนุษย์ที่ใช้เวลาสร้างมานานหลายร้อยปี หยวนหยางในปัจจุบันมีส่วนที่เป็นหยวนหยางเก่าและหยวนหยางใหม่ ส่วนที่เราไปคือหยวนหยางเก่า ตั้งอยู่บนเขาสูง เป็นที่อยู่ของชนเผ่าฮานี ชนเผ่าฮานีนี้ในอดีตอยู่อาศัยทางตอนเหนือของยูนนาน แต่ด้วยความที่รบไม่เก่ง จึงถูกพวกมองโกลรุกราน ถอยร่นลงมาเรื่อยๆ จนลงมาถึงทางใต้ของยูนนาน และหนีขึ้นไปอยู่อาศัยบนเขาสูง จึงรอดพ้นจากการรุกรานของศัตรู ชาวฮานีคิดหาวิธีทำการเกษตรบนเขาที่ลาดชันด้วยการทำนาขั้นบันได โดยเริ่มทำกันมาตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน จนปัจจุบันเทือกเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยนาขั้นบันไดขนาดใหญ่หลายจุด บางจุดมีขั้นบันไดถึงกว่า 3,000 ขั้นด้วยกัน

Yunnan-1221-2013-2

ชาวนาที่นี่ดูจะมีอารมณ์ศิลปินมากกว่าชาวนาที่อื่นในโลก ถึงได้สร้างนาขั้นบันไดอันงดงามเหล่านี้ขึ้นมาได้

Yunnan-1278-2013

จุดชมวิวปากเสือ ยามพลบค่ำ

Yunnan-1453-2013

ป้าต๋า นาขั้นบันไดที่ใหญ่ที่สุดในหยวนหยาง มีถึง 3,000 กว่าขั้นด้วยกัน

ในปัจจุบัน นาขั้นบันไดที่หยวนหยางได้รับการจดทะเบียนโดยองค์กรยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บนเทือกเขาแห่งนี้ มีนาขั้นบันไดหลายจุดด้วยกัน แต่ละจุดมีความสวยงามอลังการแตกต่างกันไปคนละแบบ จุดแรกที่เราไปดูเรียกว่าจุดชมวิวปากเสือ (Laohuzui) จุดนี้ต้องเดินไกลสักหน่อย แต่รับประกันว่าเมื่อไปถึงแล้วจะรู้สึกคุ้มค่าเหนื่อยเป็นที่สุด ที่จุดชมวิวปากเสือนี้ เรามองเห็นหุบเขาขนาดใหญ่ ด้านล่างเป็นนาขั้นบันไดกว้างหลายพันไร่ ชาวนาปลูกพืชผักชนิดต่างๆเป็นสีสันสวยงาม ส่วนใหญ่เป็นพืชที่เลี้ยงในน้ำ เพราะฤดูนี้เป็นฤดูที่ชาวนาใส่น้ำไว้เต็มนาขั้นบันได ว่ากันว่าฤดูนี้แหล่ะที่หยวนหยางสวยที่สุด เพราะน้ำในนาขั้นบันไดจะสะท้อนสีของท้องฟ้าที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆตลอดทั้งวัน ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม ในขณะที่ตอนกลางวัน น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้าครามตามท้องฟ้านั่นเอง

Yunnan-1376-2013

จุดชมวิวตัวอีซู่ยามพระอาทิตย์ขึ้น บรรยากาศยามเช้าที่นี่งดงามเกินคำบรรยาย

Yunnan-1412-2013

น้ำในนาขั้นบันไดสะท้อนแสงสีทองอมส้มของพระอาทิตย์ยามเช้า

Yunnan-1396-2013

ถ้ามองมุมกว้าง เราก็จะเห็นหมู่บ้านของชาวฮานีตั้งอยู่ข้างๆนาขั้นบันไดที่พวกเขาและบรรพบุรุษช่วยกันสร้างขึ้นมา

นอกจากที่จุดชมวิวปากเสือแล้ว อีกที่หนึ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือจุดชมวิวตัวอีซู่ (Duoyishu) ขอแนะนำให้ตื่นแต่เช้าเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ เขามีที่ให้นั่งจิบชาพร้อมดูวิวอันน่าอัศจรรย์ที่ชาวนาแห่งชนเผ่าฮานีช่วยกันสร้างขึ้นมาหลายชั่วอายุคน ยิ่งมองดู ยิ่งรู้สึกว่าชาวนาเหล่านี้ที่แท้คือศิลปินที่วาดลวดลายอันวิจิตรงดงามลงบนพื้นแผ่นดิน แถมไม่ได้วาดลงบนแผ่นดินเรียบๆธรรมดา แต่เป็นภูเขาที่สูงชัน เห็นแล้วก็อดชื่นชมความสามารถและพยายามของชาวฮานีไม่ได้ สุดท้ายอย่าลืมแวะไปนาขั้นบันไดป้าต๋า (Bada) ซึ่งเป็นนาขั้นบันไดที่ใหญ่ที่สุดของหยวนหยาง มีนาขั้นบันไดติดต่อกันถึงกว่า 3,000 ขั้นทีเดียว

จากหยวนหยาง เราเดินทางไปยังเมืองโบราณเจี้ยนสุ่ย ซึ่งอยู่ห่างจากคุนหมิงไปประมาณ 3 ชั่วโมง เมืองโบราณแห่งนี้มีการอนุรักษณ์บ้านเรือนเก่าๆไว้ได้อย่างดี จุดไฮไลท์ที่ทุกคนต้องไปดูก็คือบ้านตระกูลจู อดีตตระกูลที่ยิ่งใหญ่ ร่ำรวย และมีอิทธิพลมากที่สุดของเมือง บ้านตระกลูจูนี้มีเนื้อที่กว้างใหญ่ถึง 20,000 ตารางเมตร มีห้องถึง 200 ห้อง แต่ละห้องตกแต่งอย่างสวยงาม และมีการเก็บรักษาไว้อย่างดีให้อยู่ในสภาพเดิม เรื่องราวของตระกูลจูเป็นเรื่องราวของโชคชะตาที่พลิกผัน จากบรรพบุรุษรุ่นแรกที่เป็นเพียงชาวนาธรรมดาๆที่หันมาทำธุรกิจเหมืองแร่ จนร่ำรวยและกลายเป็นครอบครัวที่มีอิทธิพล และเริ่มสร้างบ้านหลังนี้ โดยใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะสร้างเสร็จ แต่สุดท้าย โชคชะตาก็พลิกผันอีกครั้ง เมื่อหัวหน้าตระกูลจูไปเข้าข้างฝ่ายต่อต้านจักรพรรดิ์ ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ ทำให้หัวหน้าครอบครัวจูโดนจับไปขังคุกจนกระทั่งตายในคุก ส่วนคนอื่นๆในครอบครัวต่างหลบหนีไป จนบัดนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าคนในตระกูลจูไปอยู่ที่ไหนกันบ้าง

Yunnan-1724-2013-2

บ้านตระกูลจูที่เจี้ยนสุ่ย เป็นบ้านโบราณที่มีการเก็บรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพเดิม

Yunnan-1762-2013-2

ภายในบ้านหลังนี้ มีห้องกว่า 200 ห้อง นี่เป็นหอหญิง สำหรับลูกสาวของบ้านโดยเฉพาะ

Yunnan-1736-2013

ประตูหน้าต่างที่นี่ล้วนเป็นไม้ที่มีการแกะสลักไว้อย่างประณีตสวยงาม

เมืองเจี้ยนสุ่ยนี้มีอาหาร 2 อย่างที่เป็นอาหารประจำเมือง อย่างแรกก็คือเต้าหู้ ที่เมืองนี้มีบ่อน้ำตามธรรมชาติ มีน้ำตลอดปี ชาวบ้านสามารถมาตักน้ำที่บ่อนี้ไปดื่มและใช้ได้ตามสบาย และน้ำจากบ่อแห่งนี้มีความไม่ธรรมดาอยู่อย่างหนึ่งคือ ใช้ทำเต้าหู้ได้ดีมากๆ ปกติเวลาเราทำเต้าหู้ ต้องใส่ดีเกลือเพื่อให้เต้าหู้แข็งตัวเป็นก้อน แต่ว่าที่เมืองเจี้ยนสุ่ย ชาวบ้านไม่ต้องพึ่งดีเกลือ แค่ใช้น้ำจากบ่อน้ำของเมืองมาทำเต้าหู้ เต้าหู้ก็จะแข็งตัวตามธรรมชาติ คนที่นี่นิยมกินเต้าหู้ย่างกัน ใกล้ๆบ่อน้ำที่ว่านี้ จะมีร้านเต้าหู้ย่างอยู่หลายร้าน ทุกๆโต๊ะในร้านจะมีเตาย่างเต้าหู้อยู่พร้อมกับคนย่างที่จะนั่งประจำโต๊ะแต่ละโต๊ะ ลูกค้าก็จะพากันเข้ามานั่งล้อมเตา เมื่อเต้าหู้สุกแล้วเราก็สามารถใช้ตะเกียบหยิบมาทานได้เลย โดยคนย่างจะมีเม็ดข้าวโพดแห้งเอาไว้นับว่าลูกค้าแต่ละคนกินเต้าหู้ไปกี่อัน พอเราหยิบเต้าหู้หนึ่งอัน คนย่างก็จะหยิบเม็ดข้าวโพดใส่ถ้วยเล็กๆไว้หนึ่งเม็ด เต้าหู้ย่างที่นี่เหนียวนอกนุ่มใน กินร้อนๆจิ้มน้ำจิ้มอร่อยยิ่งนัก

อาหารอีกจานที่เป็นอาหารประจำเมืองของเจี้ยนสุ่ยก็คือ ก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพาน ที่จริงก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพานนี้เป็นอาหารชื่อดังของยูนนาน แต่จุดเกำเนิดของก๋วยเตี๋ยวนี้อยู่ที่เจี้ยนสุ่ยนี่เอง วิธีเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพาน เขาจะแยกเส้นไว้ถ้วยหนึ่ง โดยเส้นจะคล้ายๆเส้นขนมจีนบ้านเรา ซุปจะอยู่อีกถ้วยหนึ่ง และมีเนื้อไก่ หนังหมูทอด ฟองเต้าหู้ ผักต่างๆแยกมา คนกินก็จะนำไก่ หมู และผักใส่ไปในซุปร้อนๆนี้ แล้วถึงค่อยใส่เส้นลงไป ก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพานของเจี๋ยนสุ่ยรสชาติอร่อยกล่อมกล่อมแต่ชามใหญ่มาก หนึ่งชามแบ่งกันได้สองคนสบายๆ

Yunnan-1779-2013

คนเจี้ยนสุ่ยเก่งเรื่องทำเต้าหู้ โดยใช้นำ้จากบ่อน้ำของเมืองมาทำ ทำเสร็จแล้ววางตากไว้ 2-3 วันจึงค่อยนำมาย่าง

Yunnan-1815-2013

มาเจี๋ยนสุ่ยทั้งที ควรได้ลองนั่งกินเต้าหู้ย่างแบบคนท้องถิ่นสักครั้ง เป็นประสบการณ์ที่สนุกและอร่อยดี

Yunnan-1819-2013

ก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพาน อาหารมื้อเด็ดของเมืองเจี้ยนสุ่ย

โดยรวมแล้ว การมาเมืองจีนครั้งนี้ทุกอย่างดูจะผิดคาดไปหมดสำหรับฉัน อาหารที่ยูนนานอร่อยเกินคาด ไม่เลี่ยนและมันอย่างที่ฉันคิด อากาศที่นี่บริสุทธิ์ ผู้คนใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และขี่มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า ไม่มีปัญหามลพิษอย่างที่ฉันกลัว คนยูนนานน่ารักมีน้ำใจพร้อมช่วยเหลือคนต่างชาติ ไม่ได้หยาบคายหรือไม่เป็นมิตรเหมือนเรื่องที่ฉันเคยได้ยิน ธรรมชาติและทัศนียภาพของที่นี่สวยงามเกินกว่าที่ฉันจะสามารถจินตนาการได้หากไม่ได้มาเห็นกับตาตนเอง ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของ Aldous Huxley นักเขียนชื่อดังผู้เขียนนิยายคลาสสิคอย่าง Brave New World ที่กล่าวไว้ว่า “To travel is to discover that everyone is wrong about other countries.” หรือการท่องเที่ยวทำให้เราค้นพบว่าทุกคนมีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับประเทศอื่น บางทีสิ่งที่เราได้อ่านได้ฟังเกี่ยวกับประเทศต่างๆนั้นอาจจะจริง และบางทีมันก็อาจจะไม่จริง แต่ความสนุกมันอยู่ตรงที่เรามีสิทธิ์เดินทางไปพิสูจน์ความจริงด้วยตัวของเราเองมากกว่า

กาลเวลาหยุดนิ่งที่ยูนนาน ตอนที่ 1

ทุกครั้งที่นึกถึงเมืองจีน เรามักนึกถึงความเปลี่ยนแปลงและความเจริญที่พรั่งพรูเข้ามาอย่างรวดเร็วตั้งแต่จีนเปิดประเทศเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ฉันเองอ่านข่าวปัญหาด้านศีลธรรมของจีน และเรื่องราวเกี่ยวกับความเจริญทางวัตถุที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเสียจนหลายคนมองว่าความเจริญทางจิตใจนั้นตามไม่ทันมาเยอะ การเดินทางไปยูนนานครั้งนี้เป็นการเดินทางไปประเทศจีนครั้งแรกของฉัน ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคาดหวังว่าจะเจออะไร (มีเพื่อนขู่ไว้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็กฉี่ในร้านชาแนล ไปจนถึงเรื่องผู้หญิงเปลี่ยนผ้าอนามัยกลางถนน) แต่ประสบการณ์ที่ฉันได้รับนั้นมหัศจรรย์และสวยงามเกินกว่าที่คิดไว้มาก ถ้าให้พูดตามตรง ฉันไม่คิดเลยว่าฉันจะหลงรักที่แห่งนี้ถึงขนาดอยากจะอยู่ต่ออีกหนึ่งอาทิตย์ และถึงกับวางแผนที่จะกลับมาที่นี่อีกครั้งในปีหน้า

ลาลากรถที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

คนที่นี่เลี้ยงสัตว์ไว้ลากรถกันเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นม้า ลา วัว หรือควาย

ยูนนานเป็นมณฑลทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีพื้นที่กว้างใหญ่ ขนาดพอๆกับประเทศไทยเลยทีเดียว การบินไทยมีไฟลท์ที่บินตรงไปยังคุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนาน ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาทีเท่านั้น มาเที่ยวครั้งนี้ เราจ้างไกด์ส่วนตัวมาพาเที่ยว ไกด์ของเราเป็นคนจีนที่เรียนด้านภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยคุนหมิง และเคยอยู่เมืองไทยมาก่อน พูดไทยเก่งมาก ศัพท์แสงที่ใช้นั้นบางทีสละสลวยจนคนไทยอย่างเรายังอาย การมีไกด์ส่วนตัวพาเที่ยวนั้นช่วยได้มาก เพราะคนจีนในแถบนี้แทบไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษ เวลาไกด์ไม่อยู่ เราก็ต้องพึ่งภาษามือ เรียกว่าได้ฝึกทักษะการใบ้คำจนเชี่ยวชาญ ข้อดีอีกอย่างของการมีไกด์ก็คือ ไกด์ของเราช่วยขับรถพาเราไปเที่ยวที่ต่างๆ เพราะที่นี่ระบบขนส่งมวลชนยังไม่ค่อยสะดวกนัก รถไฟค่อนข้างช้า ใช้เวลานาน ยิ่งในเมืองเล็กๆก็จะเดินทางลำบากหน่อย ดีที่เราไปกันแค่สี่คน (รวมไกด์ด้วย) เลยใช้รถโฟร์วีล สามารถลัดเลาะขึ้นเขาลงห้วยไปได้ทุกที่

หงถู่ตี้ ดินแดนแห่งดินสีแดง ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน

หงถู่ตี้ ดินแดนแห่งดินสีแดง

เมืองแรกที่เราไปเยือนก็คือตงชวน ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆห่างจากคุนหมิงไปทางเหนือประมาณ 3 ชั่วโมง จุดหมายปลายทางของเรามีชื่อว่า หงถู่ตี้ ซึ่งแปลว่าพื้นดินสีแดง เพราะบริเวณพื้นที่แห่งนี้ ดินเป็นสีแดงสดตามธรรมชาติ ตัดกับพืชผักสีเขียวที่ชาวบ้านปลูกไว้ เกิดเป็นทัศนียภาพที่สีสันสดใสสวยงามเป็นที่สุด ดินสีแดงที่นี่ไม่เหมือนดินลูกรังบ้านเราที่ไม่เหมาะกับการทำเกษตรกรรม เพราะดินที่นี่อุดมสมบูรณ์ ปลูกพืชผักได้เป็นอย่างดี และสีสันสดใสกว่าดินลูกรังมาก วันแรกนี้เราขึ้นไปพักบนเขา อากาศหนาวเย็น ลมพัดแรงเอาการอยู่ แต่ความสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ของทัศนียภาพทำให้รู้สึกหายหนาวได้เป็นปลิดทิ้ง เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นเนินเขาสีแดงตัดกับพืชผักสีเขียวและเหลืองกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา โดยมากคนที่นี่จะปลูกข้าวสาลีกัน ซึ่งข้าวสาลีปกติจะเป็นสีเขียว แต่พอรวงข้าวสุกแล้วจะกลายเป็นสีเหลือง เกิดเป็นอีกหนึ่งสีสันที่แต่งแต้มพื้นแผ่นดินแห่งนี้ให้สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก

ทัศนียภาพอันสวยงามที่หงถู่ตี้ มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

ทัศนียภาพอันสวยงามประหนึ่งภาพวาดที่หงถู่ตี้

คุณลุงชาวจีนที่ตงชวน มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

คุณลุงคนนี้สูบไปป์อันเล็กอยู่ พอฉันขอถ่ายรูป แกรีบหยิบไปป์อันใหญ่ขึ้นมาวางโชว์ รู้งานจริงๆ

ดินสีแดงและพืชผักสีเขียวและเหลืองที่หงถู่ตี้ มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

ดินสีแดงตัดกับข้าวสาลีสีเขียวและรวงข้าวสาลีที่สุกแล้วสีเหลืองสด

เนื่องจากบริเวณนี้เป็นเมืองเกษตรกรรม คนที่นี่เก็บรักษาวิถีชีวิตชาวนาแบบดั้งเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี ฉันเองเคยเห็นแต่ข่าวปัญหามลพิษที่ปักกิ่งที่ดูรุนแรงจนน่ากลัว แต่ที่ยูนนานเรามีอากาศบริสุทธิ์ให้สูดได้เต็มปอด คนในเมืองแถวนี้เขานิยมขี่มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้ากัน เพราะประหยัดกว่าเติมน้ามัน และไม่เกิดมลพิษ ส่วนในชนบท ชาวบ้านยังคงใช้สัตว์เป็นพาหนะกันเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นวัว ควาย ม้า ลา ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ใช้ลากรถ และใช้ทำการเกษตรต่างๆ ตอนมาที่นี่แรกๆ เห็นม้าหรือควายลากรถก็ตื่นเต้นตกใจเพราะอยู่กรุงเทพไม่เคยเห็น รีบควักกล้องขึ้นมาถ่าย แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ภาพนี้เป็นภาพที่เห็นบ่อยแทบทุก 20 นาที บนถนนแทบทุกหนทุกแห่งในยูนนาน จนสุดท้ายก็ชินชาไปเอง

นอกจากนี้คนที่นี่ยังนิยมใช้พลังงานแสงอาทิตย์กัน โดยรัฐบาลเข้ามาช่วยติดตั้งให้ ถ้ามองไปบนหลังคาบ้านคนยูนนานก็มักจะเห็นแผง solar cell ติดอยู่แถบทุกหลัง อีกอย่างที่เริ่มได้รับความนิยมที่นี่ก็คือพลังงานลม ยูนนานเป็นดินแดงแห่งเทือกเขา ลมแรงมาก คนที่นี่จึงคิดนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เราจึงเริ่มเห็นกังหันลมขนาดใหญ่เรียงรายกันอยู่บนเทือกเขาของยูนนานมากขึ้นเรื่อยๆ

Yunnan-37-2013-2

ชายหนุ่มในตัวเมืองเล็กๆบริเวณตงชวน

Yunnan-698-2013

ชาวนาพาฝูงแพะกลับบ้านยามโพล้เพล้

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจเกี่ยวกับการเดินทางมาเมืองจีนครั้งนี้ก็คือ คนจีนที่ฉันพูดคุยด้วย (ขอออกตัวไว้ก่อนว่าได้พูดคุยกับคนเพียงไม่กี่คน ด้วยความที่ส่วนใหญ่มักสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง) รู้สึกพอใจกับเสรีภาพที่ตนเองมี มองจากภายนอก เราอาจสงสารคนจีนที่มีเสรีภาพจำกัด เช่น ที่เมืองจีน เราไม่สามารถเข้าเฟสบุค ทวิตเตอร์ หรือกูเกิ้ลได้ เนื่องจากโดนแบนจากรัฐบาล (เมืองจีนมี social network และ search engine เป็นของตนเอง) แต่ในมุมของคนจีน เขามองว่าเสรีภาพที่เขาได้รับนั้นมากกว่าสมัยก่อนหลายเท่าตัวแล้ว ไกด์ชาวจีนพูดกับฉันว่า คิดดูซิ สมัยก่อนแค่จะขายผักขายผลไม้ยังทำไม่ได้เลย (ก่อนจีนเปิดประเทศ ประชาชนห้ามทำการค้าขายใดๆทั้งสิ้น ของทุกอย่างต้องซื้อจากร้านของรัฐบาลเท่านั้น โดยมีโควต้าให้ว่าแต่ละบ้านซื้อได้มากน้อยแค่ไหนตามความจำเป็น) แต่ทุกวันนี้คนจีนสามารถทำธุรกิจของตนเองได้แล้ว สำหรับเขา ประเทศจีนก้าวมาได้ไกลมาก และมีเสรีภาพในระดับที่น่าพอใจ

จากตงชวน เราขับรถกลับมาที่คุนหมิง เพื่อที่จะเดินทางไปยังป่าหิน สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่อยู่ห่างจากตัวเมืองคุนหมิงไปประมาณ 120 กิโลเมตร ในปัจจุบัน ป่าหินได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์กร UNESCO เรียบร้อยแล้ว ป่าหินนี้ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่หลายร้อยตารางกิโลเมตร เมื่อเดินเข้าไปภายในบริเวณป่าหิน เราก็อดอึ้งและทึ่งไปกับความยิ่งใหญ่และแปลกประหลาดของธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์และนักธรณีวิทยาวิเคราะห์ไว้ว่าหินเหล่านี้มีอายุเก่าแก่ถึง 270 ล้านปี โดยในสมัยนั้นพื้นที่ทั้งหมดบริเวณนี้เคยอยู่ใต้ท้องทะเล เมื่อเวลาผ่านไป การเคลื่อนย้ายของเปลือกโลกทำให้น้ำลดลงเรื่อยๆจนหินเหล่านี้โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ จนสุดท้ายน้ำเหือดหายไปหมด กลายเป็นป่าหินอันน่าอัศจรรย์ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน โดยรูปร่างหินอันแปลกตาที่ดูไกลๆคล้ายต้นไม้รูปทรงประหลาดเหล่านี้เกิดจากการกันกร่อนของลมและฝนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายล้านปี

Yunnan-391-2013-3

มรดกโลกที่คนจีนบอกว่าถ้ามาคุนหมิงแล้วไม่มาป่าหินก็ถือว่าเสียเวลาเปล่า

Yunnan-385-2013-2

ในป่าหิน มีทางให้คนเดินลัดเลาะชมความงามทางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่นี้ไปได้เรื่อยๆ

Yunnan-409-2013

หินที่นี่มีรูปทรงแปลกๆตามธรรมชาติ อย่างหินรูปแมวน้อยตัวนี้เป็นต้น

ที่ป่าหินนี้เที่ยวชมไม่ยาก เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจีน จึงค่อนข้างสะดวกสบายกับนักท่องเที่ยว มีรถกอล์ฟบริการ ห้องน้ำสะอาด มีทางเดินอย่างดี พร้อมจุดชมวิวหลายจุด ป่าหินนี้กว้างใหญ่มาก เดินชมได้เป็นชั่วโมง เวลาเดินลองสังเกตดู บางจุดยังมีมีฟอสซิลเปลือกหอยลงเหลืออยู่เป็นหลักฐานว่าครั้งหนึ่งพื้นที่แห่งนี้เคยอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร

จากป่าหิน เราเดินทางไปงยังเมืองโหลวผิง เมืองแห่งทุ่งมัสตาร์ด เมืองนี้ทั้งเมืองปลูกมัสตาร์ดเป็นแนวยาวหลายสิบกิโลเมตร ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นช่วงที่มัสตาร์ดออกดอกสีเหลือง นักท่องเที่ยวจะเยอะเป็นพิเศษ เพราะเมืองโหลวผิงทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้สีเหลืองสดงดงามมาก ช่วงที่ฉันไปเป็นช่วงปลายมีนา ด้วยความที่ปีนี้อากาศแห้งแล้งมาก ดอกมัสตาร์ดเลยร่วงไปหมดแล้ว แต่ก็ได้เห็นทุ่งมัสตาร์ดที่เป็นสีเขียวสดสวยงามไปอีกแบบ มัสตาร์ดทั้งหมดที่ปลูกที่โหลวผิงนี้เขานำเม็ดไปใช้ทำน้ำมัน canola oil โดยมีโรงงานทำน้ำมันตั้งอยู่ในเมืองเลย นอกจากนี้เมืองโหลวผิงยังมีที่ท่องเที่ยวอื่นๆอย่างน้ำตกเก้ามังกร แม้ช่วงที่เราไปจะเป็นช่วงที่น้ำค่อนข้างน้อย แต่ที่นี่ก็บรรยากาศร่มรื่น เต็มไปด้วยป่าไผ่นานาชนิด เหมาะกับการเดินเล่นยามเย็น แถมน้ำในแม่น้ำก็เป็นสีฟ้าใสแจ๋ว คนไทยอย่างเราเห็นแล้วก็นึกอยากลงไปเล่น แต่ก็เป็นเรื่องดีที่ที่นี่เขาไม่อนุญาตให้คนลงไปเล่นน้ำในน้ำตก เพราะไม่เช่นนั้นน้ำคงไม่ใสสะอาดสวยงามอย่างที่เราเห็นเช่นนี้

Yunnan-543-2013-3

เนินเขานับสิบลูกอยู่ท่ามกลางทุ่งมัสตาร์ดสีเขียวสดสวยงาม

Yunnan-682-2013

น้ำตกเก้ามังกร น้ำสีฟ้าใสอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นเขียวขจี

ตอนไปทุ่งมัสตาร์ดที่โหลวผิง เราได้คุณลุงใจดีพาเดินขึ้นไปชมวิวบนเขา คุณลุงคนนี้เลี้ยงวัวหนึ่งตัวเอาไว้ลากรถ และเลี้ยงหมาไว้อีกหนึ่งตัวเอาไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา หมาตัวนี้เดินตามคุณลุงไปทุกที่ ไม่ว่าจะขึ้นเขาลงห้วยก็ตามติดไม่มีห่าง ลุงพาฉันเดินขึ้นเนินเขาสองเนินเพื่อที่จะได้ดูวิวอันสวยงามจากด้านบน เห็นทุ่งมัสตาร์ดสีเขียวไกลสุดลูกหูลูกตาพร้อมทั้งเห็นเนินเขาลูกเล็กลูกน้อยประปรายเต็มทุ่งไปหมด บนเนินเขาแห่งนี้มีฉัน ลุง และหมาของลุง สิ่งมีชีวิตทั้งสามสื่อสารกันคนละภาษา แต่ต่างฝ่ายต่างก็มีความสุขกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ลุงนำวิทยุพกพาออกมาเปิดเพลงจีนให้ฉันพัง แล้วลุงก็เริ่มเต้นรำแบบจีนให้ฉันดู ฉันแอบคิดในใจว่าสงสัยลุงคงอยากได้ทิปมากถึงกับลงทุนเต้นให้ดูเลยทีเดียว แต่สุดท้ายเมื่อลุงพาฉันลงจากเนิน เดินกลับไปที่รถแล้ว ลุงกลับไม่ยอมรับทิปที่พวกเราตั้งใจมอบให้เพื่อขอบคุณลุง เราคะยั้นคะยออย่างไร ลุงก็ไม่ยอมรับ ฉันจึงให้ไกด์ขอที่อยู่ของลุงไว้เพื่อที่ฉันจะส่งรูปลุงที่ฉันถ่ายไปมาให้จากเมืองไทย

Yunnan-552-2013-3

หมาของคุณลุงเดินตามลุงขึ้นมาบนเนินเขา และดูจะชื่นชมวิวมากพอๆกับพวกเรา

Yunnan-561-2013

คนที่นี่ปลูกมัสตาร์ดกันทั้งเมือง เป็นแนวยาวหลายสิบกิโลเมตร

คนจีนที่ยูนนานที่ฉันมีโอกาสได้เจอส่วนใหญ่นิสัยน่ารักโอบอ้อมอารีเหมือนคุณลุงที่โหลวผิงคนนี้ ซึ่งขัดกับเรื่องราวและข่าวคราวที่ฉันได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ก่อนหน้านี้มาก อาจเป็นเพราะยูนนานที่เราไปเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเขตชนบทที่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนัก อย่างที่ตงชวน เราแวะซื้อของข้างทาง มีหญิงวัยกลางคนกำลังขายมันเผาและถั่วต้มอยู่ เราขอซื้อถั่วต้มสักห้าหยวน (ประมาณยี่สิบบาท) ผู้หญิงใจดีคนนี้ก็แถมถั่วให้เรามากมายจนล้นถุง เราถึงกับต้องบอกว่าพอเถอะเพราะยังไงก็กินไม่หมด ในโลกทุกวันนี้ที่เมืองท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีแต่เรื่องของเงิน เงิน เงิน และเงิน ความใจดีเล็กๆน้อยๆเแบบนี้สร้างความประทับใจอันยิ่งใหญ่ให้กับนักท่องเที่ยวได้เสมอ

เสน่ห์แห่งวันวานที่ตลาดคลองสวน

น่าดีใจที่เดี๋ยวนี้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตลาดโบราณหลายแห่งได้รับการบูรณะและอนุรักษ์เก็บรักษาไว้ให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุด ฉันมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมตลาดแนวนี้มาหลายแห่ง ตลาดหนึ่งที่ประทับใจฉันมากก็คือตลาดคลองสวน ซึ่งตั้งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างจังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดฉะเชิงเทรา ขับรถจากกรุงเทพไปประมาณ 50 นาทีก็ถึง ตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมคลอง ให้บรรยากาศของเมืองไทยสมัยก่อนที่ส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตอยู่ริมน้ำและเดินทางทางเรือเป็นหลัก

เหตุผลที่ฉันประทับใจตลาดแห่งนี้ก็เป็นเพราะฉันรู้สึกว่าตลาดคลองสวนมีความ commercial น้อยกว่าตลาดโบราณอื่นๆ คนที่ขายของในตลาดคลองสวนเป็นคนที่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่ในตลาดนี้จริงๆ ไม่ใช่คนนอกที่เข้ามาตั้งร้านขายเฉพาะช่วงเสาร์อาทิตย์ มองไปหลังร้านรวงต่างๆก็จะได้เห็นวิถีชีวิตและที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวคลองสวนที่ใช้ชีวิตอยู่ริมน้ำกันมาหลายชั่วอายุคน

ตลาดคลองสวน ฉะเชิงเทรา

ด้านซ้ายมีอคือตลาดคลองสวน วิถีชีวิตแบบไทยๆริมน้ำที่นับวันจะหาดูได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

กล่องไม้ขีดดีไซน์วินเทจที่วางขายที่ตลาดคลองสวน

เป็ดพะโล้ ตลาดคลองสวน ฉะเชิงเทรา

เป็ดพะโล้ อาหารที่เป็นไฮไลท์ของตลาดแห่งนี้

หากจะมาเที่ยวที่ตลาดคลองสวน ขอแนะนำให้เตรียมท้องให้ว่างไว้ เพราะที่นี่มีของกินอร่อยๆมากมาย เมนูชื่อดังของที่นี่ก็คือเป็ดพะโล้ เรียกว่าทุกคนที่มาตลาดคลองสวนต้องซื้อเป็ดพะโล้กลับไปสักตัวสองตัว เป็ดพะโล้ที่นี่มีอยู่หลายร้านด้วยกัน รับประกันว่าอร่อยทุกร้าน นอกจากนี้ยังมีร้านก๋วยเตี๊ยวปากหม้อ (ใช้ข้าวเกรียบปากหม้อแทนเส้นก๋วยเตี๋ยว เลือกไส้ได้ตามชอบ) ร้านเกี๋ยวเตี๋ยวเป็ดตุ๋น ร้านข้าวแกงที่มีเมนูหาทานยากอย่างปลาตะเพียนต้มเค็ม ร้านขนมจีนซาวน้ำและขนมจีนน้ำยาสูตรโบราณ

ทานของคาวเสร็จแล้วก็ต่อด้วยของหวาน นอกจากไอติมหลอดแล้ว ยังมีไอติมกะทิเจ้าเด็ดที่ใส่ไอติมในมะพร้าวลูกเล็กๆพร้อมใส่เนื้อมะพร้าวให้เยอะจุใจ อร่อยคลายร้อนดียิ่งนัก ตบท้ายด้วยกาแฟร้านแป๊ะหลี ร้านดังที่ขายกาแฟโบราณสูตรเด็ด เดินผ่านก็จะเห็นคุณลุงแป๊ะหลีอายุ 90 กว่าปีนั่งเชียร์แขกอยู่หน้าร้าน คุณลุงเรียกให้ฉันเข้าไปดูรูปในร้านซึ่งเป็นรูปคุณลุงถ่ายรูปคู่กับคนดังหลายคนที่มากินกาแฟที่ร้านแป๊ะหลีแห่งนี้

ตลาดคลองสวน ฉะเชิงเทรา

ที่นี่มีทั้งขนมจีนโบราณและขนมไทยโบราณให้เลือกชิมได้ไม่มีเบื่อ

ตลาดคลองสวน ฉะเชิงเทรา

คลายร้อนด้วยไอติมกะทิที่ใส่มาในลูกมะพร้าวพร้อมใส่เนื้อมะพร้าวมาให้้เยอะมาก

ไอติมหลอด ของโปรดวัยเด็กของหลายๆคน

ตลาดคลองสวน ฉะเชิงเทรา

ที่ตลาดคลองสวนมีของเล่นทั้งเก่าและใหม่ให้เลือกดูมากมาย

นอกจากของกินอร่อยๆแล้ว ที่นี่มีผักผลไม้แปลกๆที่รับรองว่าคุณไม่มีวันได้เห็นในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆทั่วไป อย่างเช่น ผักหนามสด ลูกมะอึด ลูกมะเขือนมวัว และยังมีทั้งขนมจีนโบราณและขนมไทยโบราณที่หากินได้ยากขึ้นทุกวัน อย่างเช่น ขนมหัวล้าน ขนมดอกจอก ขนมไชเท้า

แต่ใช่ว่ามาที่นี่จะได้แต่กินอย่างเดียว เพราะตลาดคลองสวนมีของให้เลือกซื้อมากมาย อย่างเช่น ของเล่น โดยเฉพาะของเล่นประเภทย้อนยุคทั้งหลายที่เราเคยเล่นกันตอนเด็กๆแต่ตอนนี้แทบจะไม่เห็นขายในห้างแล้ว สมุดโน้ตที่นำภาพโปสเตอร์ propaganda ของไทยในอดีตมาทำเป็นหน้าปก เก๋ไก๋คลาสสิค ขายเล่มละ 19 บาทเท่านั้น ของใช้ก็มีขายหลากหลายตั้งแต่ปิ่นโตเหล็กเคลือบ ไปจนถึงตะกร้าหวายและฝาชีหวาย ขอยืนยันว่าตลาดคลองสวนเป็นตลาดที่เดินเพลินเดินสนุกมากๆตลาดหนึ่งเลยทีเดียว

มองไปด้านหลังตลาดก็จะเห็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวคลองสวน

ผักผลไม้แปลกๆที่นี่มีให้เห็นมากมาย

ร้านของเล่นและขนมที่ทำให้เราย้อนนึกไปถึงวัยเด็ก

พ่อค้าแม่ค้าที่นี่ล้วนน่ารัก เป็นมิตร และพร้อมจะชวนเราคุย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่อยากจะแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของตนเองให้คนหนุ่มสาวฟัง นอกจากฉันจะโดนคุณลุงแป๊ะหลีเรียกให้เข้าไปดูรูปในร้านแล้ว ยังมีคุณยายขายผักชวนให้ฉันไปดูดอกไม้ที่แกปลูกไว้หลังบ้าน เผื่อฉันจะอยากถ่ายรูปดอกไม้ของแก

นอกจากจะเดินเล่นในตลาดแล้ว เรายังสามารถลงเรือเพื่อชมบรรยากาศสบายๆของสองฝั่งคลอง โดยเรือจะแล่นไปสุดที่วัดเทพราช ให้เราลงไปไหว้พระ แล้วจึงพากลับ โดยค่าเรือนั้นคิด 70 บาทต่อคน ตลาดคลองสวนเป็นตลาดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 การที่เรามาเดินซื้อของที่นี่ ก็เหมือนเป็นการช่วยอุดหนุนคนในชุมชม แถมยังเป็นการช่วยอนุรักษ์ให้ตลาดแห่งนี้อยู่คู่ชุมชนคลองสวนไปอีกนานแสนนานอีกด้วย

ซองบุหรี่โบราณสุดคลาสสิค

ลูกมะเขือนมวัว ปลูกเป็นไม้ประดับเท่านั้น กินไม่ได้

ของสะสมที่ทำให้้เรารู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

You Might Also Like: Farmers Market ใจกลางกรุงเทพ จากฟาร์มถึงมือคุณ

Let Them Eat Cake ขนมแบบปารีสแท้ๆที่กรุงเทพ

Jadounette ขนมที่ทำจากถั่วพิสตาชิโอ สอดไส้เจลลี่ราสเบอร์รี่ เสิร์ฟพร้อมสตอเบอร์รี่สด

ทุกครั้งที่ฉันเดินทางไปเชียงใหม่ ต้องแวะไปกินอาหารร้าน W by Wanlamun (ดับเบิลยู บาย หวานละมุน) ทุกครั้งไป เพราะนอกจากอาหารจะอร่อยมากแล้ว ขนมสไตล์ฝรั่งเศสที่นี่ขึ้นชื่อมากๆว่าอร่อยไม่แพ้ร้านดังๆที่ปารีสเลยทีเดียว พอฉันได้ข่าวมาว่าเจ้าของร้าน W by Wanlamun จะลงมาเปิดร้านขนมที่กรุงเทพ ฉันก็ตื่นเต้นดีใจว่าต่อไปนี้ไม่ต้องรอไปกินที่เชียงใหม่แล้ว อยากกินเมื่อไหร่ก็ขับรถไปกินได้ทันที ร้านที่มาเปิดที่กรุงเทพนี้หยิบยืมคำพูดอันโด่งดังของ มารี อองตัวเนต มาตั้งเป็นชื่อร้านได้อย่างน่ารัก (แกมเสียดสี) ว่า Let Them Eat Cake เจ้าของร้านเคยไปร่ำเรียนที่ฝรั่งเศส และติดใจกับขนมสไตล์ Pâtisserie ของประเทศนี้จนกลับมาเปิดร้านขนมสไตล์ฝรั่งเศสของตัวเองที่เมืองไทย

เมนูเด็ดของที่นี่ก็คือ Brioche Perdue ซึ่งก็คือ frech toast นั่นเอง ซึ่ง toast สไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆนั้นจะเบา นุ่ม หวานมันกำลังดี ไม่เลี่ยนจนเกินไป แตกต่างกับพวก Shibuya Honey Toast ของร้านอย่าง After You ที่จะเน้นความเข้มข้นหวานมันแบบสุดๆ (แบบที่ฝรั่งเรียกว่า rich มากๆ) ซึ่งฉันว่าทานสักสองสามคำก็กำลังอร่อยแต่ถ้าให้ทานคนเดียวทั้งจานก็คงไม่ไหว ในขณะที่ frech toast สไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆนั้น ฉันทานคนเดียวหมดจานได้สบายๆ โดยเฉพาะถ้าเป็น french toast ของ Ladurée ร้านโปรดของฉันที่ปารีสแล้วล่ะก็ให้ทานสองจานก็ยังไหว เรียกว่าอร่อยลืมตายเลยทีเดียว ส่วน Brioche Perdue ของ Let Them Eat Cake นี้ก็ถือว่าทำได้ใกล้เคียงกับของแท้ที่ปารีส เป็นหนึ่งในเมนูเด็ดของร้านนี้ที่น่าลอง

Chocolate St. Honoré

Rose-Raspberry St. Honoré

ขนมที่ฉันชอบที่สุดของที่นี่คือ Rose-Raspberry St. Honoré  ซึ่งผสมผสานรสชาติเปรี้ยวของราสเบอร์รี่เข้ากับความหอมหวานของครีมกลิ่นกุหลาบได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ เมนูเด็ดที่ควรลองอีกสองอย่างก็คือ ทาร์ตชาไทย ที่คิดสูตรมาเพื่อเอาใจคนไทยโดยเฉพาะ รสชาติเข้มข้นหวานมัน รับรองว่าถ้าลองแล้วจะติดใจ และ Panna Cotta Ispahan ที่เป็น Panna Cotta กลิ่นกุหลาบ ผสมกับเนื้อลิ้นจี่ และซอสราสเบอร์รี่ หอมอร่อยสดชื่นมากๆ บรรยากาศที่ร้าน Let Them Eat Cake นี้โปร่งโล่งสบาย ให้อารมณ์แบบ Salon de Thé เก๋ๆในปารีส มี wifi ให้ใช้ฟรี แถมยังเป็นร้านขนมที่เปิดดึกมาก ปกติเปิดสิบโมงถึงห้าทุ่ม ส่วนศุกร์เสาร์เปิดถึงเที่ยงคืนเลยทีเดียว เรียกว่าทานดินเนอร์ที่อื่นเสร็จแล้วจะมาทานขนมต่อที่นี่ก็ไม่ต้องกลัวว่าร้านจะปิด

Let Them Eat Cake ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 20 ตรงเข้าไปจนเกือบสุดซอย จะเห็น community mall เปิดใหม่อยู่ขวามือชื่อว่า Mille-Malle ร้าน Let Them Eat Cake อยู่ชั้นล่างของ Mille-Malle นี่เอง ถ้ามาทานขนมที่นี่ ก็อย่าลืมสั่งชามาจิบคู่กัน ที่นี่มีชาอร่อยๆให้เลือกมากมาย ทั้งชาอิมพอร์ตจากปารีสของ Fauchon และ Dammann Frères และล่าสุดมีชายี่ห้อคลาสสิคอย่าง TWG ของสิงคโปร์มาขายด้วย รวมแล้วมีชาหลายสิบชนิดให้เลือก ทุกครั้งที่มานั่งจิบชาที่นี่ ก็อดรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในคาเฟ่เล็กๆของปารีสไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อได้สัมผัสรสชาติอันหอมหวานละมุนละไมของขนมหน้าตาสวยงามที่ถูกทำขึ้นมาอย่างปราณีตบรรจงตามแบบ Pâtisserie สไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆ

ทาร์ตชาไทย

Panna Cotta Ispahan

เดินตลาดที่ลอนดอน: ชิมตลาดของกิน ช็อปตลาดของเก่า ชมตลาดดอกไม้

ฉันเป็นคนที่เวลาไปเที่ยวประเทศไหน จะไม่พลาดการไปเดินตลาดที่ประเทศนั้น ฉันชอบสีสัน ความคึกคัก และความเป็นกันเองของตลาด และฉันก็รู้สึกว่าการไปเดินตลาดที่คนท้องถิ่นเขาเดินกัน (ไม่ใช่ตลาดที่จับกลุ่มนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ) มันทำให้เราได้เห็นวิถีชีวิตจริงๆของคนท้องถิ่นที่ประเทศนั้นๆ ลอนดอนเป็นเมืองที่มีตลาดเยอะแยะหลากหลายให้เราเลือกเดิน สำหรับใครที่มาเที่ยวลอนดอนและเริ่มเบื่อกับการเดินห้างแฮร์รอดแล้ว ฉันมีตลาด 3 แห่งมาแนะนำให้ไปเดินเล่นดู

ตลาดของกิน: Borough Market 

หาก Oxford Street เป็นสวรรค์ของนักช็อป Borough Market ก็เป็นสวรรค์ของนักชิม ตลอดระยะเวลาที่คุณเดินเที่ยวในตลาดแห่งนี้ รับรองว่าปากของคุณจะไม่ว่างอย่างแน่นอน เพราะที่นี่มีอาหารหลากหลายชนิดส่งกลิ่นหอมยั่วยวนให้คุณซื้อมารับประทาน Borough Market เป็นตลาดขายอาหารที่ใหญ่และเก่าแกที่สุดแห่งหนึ่่งของลอนดอน มีทั้งตลาดขายส่งและตลาดขายปลีก โดยตลาดขายปลีกที่ชาวลอนดอนเนอร์นิยมไปเดินเล่นกันนั้นจะเปิดเฉพาะวันพฤหัส (11 โมงเช้า – 5 โมงเย็น) วันศุกร์ (เที่ยง – 6 โมงเย็น) และวันเสาร์ (9 โมงเช้า – 5 โมงเย็น)

Borough Market, London, England, ตลาด, ลอนดอน, อังกฤษ, ขนมปัง

ขนมปังที่ทำสดใหม่ๆหลากหลายชนิดวางเรียงรายให้เราเลือกซื้อ

Borough Market, London, England, ตลาด, ลอนดอน, อังกฤษ, มะกอก

ร้านขายมะกอกที่นี่มีให้คุณเลือกชิมทั้งจากฝรั่งเศส สเปน กรีซ โมร็อคโค และอิตาลี

Borough Market, London, England, ตลาด, ลอนดอน, อังกฤษ, ขนมเค้ก

ขนมเค้ก พาย และคุกกี้โฮมเมดหน้าดีดูดี แถมกลิ่นหอมจนอดซื้อมากินไม่ได้

Borough Market, London, England, ตลาด, ลอนดอน, อังกฤษ, แซงเกรีย

กินอื่มแล้วก็ตบท้ายด้วยแซงเกรียสักแก้วพอเป็นพิธี

Borough Market มีร้านขายของกินกว่า 100 ร้าน มีอาหารให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่อาหารพื้นๆอย่างชีส ขนมปัง ผัก ผลไม้  อาหารจากต่างแดนอย่างปาเอญ่า (อาหารประจำชาติของสเปน) และแกงเขียวหวาน ไปจนถึงอาหารแปลกๆอย่างแฮมเบอร์เกอร์เนื้ออูฐ อาหารที่นี่ถือว่าราคาถูกมากถ้าเทียบกับราคาอาหารปกติของลอนดอน ผลไม้เมืองหนาวอย่างพวกเชอร์รี่หรือราสเบอร์รี่สดนั้นราคาถูกกว่าในห้างหลายปอนด์อยู่ (และแน่นอนถูกว่าเมืองไทยหลายเท่าตัว) และถ้ามาเดินที่ตลาดแห่งนี้แล้วก็อย่าลืมแวะกินกาแฟที่ Monmouth Coffee ร้านกาแฟชื่อดังของลอนดอนซึ่งมีแค่ 2 สาขาเท่านั้น (อีกสาขาหนึ่งอยู่ที่ Covent Garden) ว่ากันว่ากาแฟที่นี่เป็นกาแฟที่อร่อยที่สุดในลอนดอน จึงไม่น่าแปลกใจที่ร้านกาแฟร้านนี้คิวยาวออกมาจนถึงนอกร้าน

คนชอบกินอย่างฉันมีความสุขมากกับการเดินเล่นในตลาดแห่งนี้ เราไปถึงที่นั่นประมาณสิบโมง เริ่มต้นจากการนั่งจิบกาแฟจากเอลซัลวาดอร์ที่ Monmouth Coffee (แต่ละวันเขาจะมีกาแฟแนะนำจากประเทศต่างๆ) กาแฟที่นี่รสชาติกลมกล่อมและเข้มข้นมาก จิบกาแฟเสร็จก็ไปเดินเล่นในตลาดซึ่งมีขนาดใหญ่และมีอะไรให้ดูเยอะแยะ เรียกว่าเดินได้สองชั่วโมงไม่มีเบื่อ ในตลาดมีบริเวณที่มีโต๊ะและเก้าอี้ซึ่งเขาจัดไว้ให้สำหรับคนที่อยากซื้ออาหารมานั่งทาน เราก็ซื้อปาเอญ่าที่เขาทำในกระทะขนาดยักษ์หน้าตาน่ากินมากมาทานเป็นอาหารเที่ยง จานเดียวแบ่งกันกินสองคนอิ่มกำลังดี เสร็จแล้วก็ต่อด้วยไอติม และตบท้ายด้วยแซงเกรีย (ไวน์ผสมกับผลไม้สดและโซดา) คนละหนึ่งแก้ว เป็นมื้อกลางวันที่อิ่มอร่อย และราคาถูกว่ามื้ออื่นๆที่เรากินที่ลอนดอนเยอะ

Borough Market, London, England, ตลาด, ลอนดอน, อังกฤษ, ลูกกวาด

ร้านขายลูกกวาดชนิดต่างๆที่ล้วนทำจากวัตถุดิบธรรมชาติอย่างเช่น ชะเอมเทศ (licorice)

Borough Market, London, England, ตลาด, ลอนดอน, อังกฤษ, แตงโม

ช่วงที่ฉันไปเป็นหน้าร้อนของอังกฤษ (ที่ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่) เลยมีผลไม้หน้าร้อนอย่างแตงโมงขาย

Monmouth Coffee, Borough Market, London, England, ร้านนกาแฟ, ลอนดอน, อังกฤษ

ร้านกาแฟ Monmouth Coffee คนเยอะ คิวยาว แต่กาแฟอร่อยคุ้มค่ารอ

ตลาดของเก่า: Portobello Market

Portobello Market เป็นตลาดชื่อดังของลอนดอน และเป็นตลาดที่ขายของจิปาถะตั้งแต่อาหาร ผักผลไม้ เสื้อผ้าทั้งของใหม่และของวินเทจ ดอกไม้ หนังสือ ของใช้ ของแต่งบ้าน เรียกว่ามีตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบเลยทีเดียว แต่สำหรับฉัน เสน่ห์ของ Portobello Market นั้นอยู่ที่ตลาดของเก่า ซึ่งมีทั้งเฟอร์นิเจอร์วินเทจ ของแต่งบ้านวินเทจ หนังสือวินเทจ และเสื้อผ้าวินเทจ โดยตลาดของเก่าที่ Portobello Market นั้นเป็นตลาดของเก่าที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ใครอยากมาเดินเล่นที่ตลาด Portobello ต้องมาวันเสาร์เท่านั้นเพราะเปิดอยู่แค่วันเดียว

โซนของเก่าที่ใหญ่ที่สุดของตลาดแห่งนี้ต้องเดินไปจนเกือบสุดถนน Portobello ผ่านโซนของใหม่ โซนอาหาร และโซนดอกไม้ไปจึงจะถึง แต่จริงๆแล้วของวินเทจที่นี่ไม่ได้มีแค่ในโซนของเก่าเท่านั้น แต่มีเป็นหย่อมๆประปรายไปตลอดถนน ถ้าไป Portobello ทั้งทีขอแนะนำให้เดินไปให้สุด เพราะถ้าเดินอยู่แค่โซนของใหม่จะรู้สึกเซ็งๆ เพราะของที่ขายไม่ต่างอะไรกับตลาดนัดบ้านเรา (บางทีอาจจะเป็นของที่ซื้อมาจากเมืองไทยด้วยซ้ำ)

Portobello Market, London, England, ตลาดของเก่า, ลอนดอน, อังกฤษ

กระบะขายของ antique ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทุกอย่างในกระบะนี้ราคา 1 ปอนด์เท่ากันหมด

Portobello Market, London, England, ตลาดของเก่า, ลอนดอน, อังกฤษ

ร้านขายเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่มีของน่ารักๆให้เลือกเต็มร้านไปหมด

Portobello Market, London, England, ตลาดของเก่า, ลอนดอน, อังกฤษ

เสียดายที่ร้านวินเทจร้านนี้ไม่มีบริการ shipping ไม่งั้นฉันอาจจะได้เก้าอี้มาสักตัวสองตัว

ที่ Portobello Market แห่งนี้ ฉันมีความสุขอย่างยิ่งกับการคุ้ยกระบะของแต่งบ้านวินเทจจนได้จานโบราณใบสวยมาในราคาแค่ 1 ปอนด์ การหาแรงบันดาลใจใหม่ๆจากเฟอร์นิเจอร์วินเทจหลากหลายสไตล์ที่ใหญ่เกินกว่าจะแบกกลับเมืองไทย และการพูดคุยกับคนขายหนังสือโบราณที่เล่าประวัติของหนังสือแต่ละเล่มในร้านได้อย่างละเอียดว่าได้มาจากที่ไหนและมีการเย็บเล่มที่แตกต่างกันอย่างไร ฉันว่าเสน่ห์ของของเก่าก็อยู่ตรงที่แต่ละชิ้นมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจและไม่เหมือนกันสักชิ้นนี่แหล่ะ แถมความสนุกของการหาซื้อของวินเทจก็คือในบรรดาของที่ดูเหมือนไร้ค่าซึ่งคนอื่นอาจมองข้ามเหล่านี้ อาจจะมีของที่สวยงามและพิเศษมากซ่อนอยู่ จะเรียกว่าตาดีได้ตาร้ายเสียก็ไม่ผิดนัก

เมื่อเดินซื้อของเสร็จแล้ว ก่อนกลับบ้านควรแวะซื้อคัพเค้กของ The Hummingbird Bakery ไปกิน ร้านที่ว่านี้เป็นร้านคัพเค้กที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากของอังกฤษ โดยสาขาที่ถนน Portobello นี้เป็นสาขาแรก ปัจจุบันได้รับความนิยมจนมีถึง 5 สาขาทั่วลอนดอน เคยมีคนซื้อหนังสือ cook book ของที่นี่ให้ฉันเป็นของขวัญแต่งงาน เพิ่งจะมีโอกาสได้ชิมของจริงก็คราวนี้ และก็ไม่ผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ขอแนะนำให้ลอง Red Velvet Cupcake ซึ่งเป็นสูตรเด็ดของที่นี่ รสชาติอร่อยและเนื้อเค้กนุ่มจนแทบจะละลายในปาก ถ้าไปวันธรรมดา สามารถเข้าไปนั่งกินในร้านได้ แต่วันเสาร์จะไม่มีที่นั่งให้บริการ มีแต่ให้ซื้อใส่กล่องกลับบ้าน หรือจะซื้อเดินกินในตลาดเลยก็ได้

Portobello Market, London, England, ตลาด, ลอนดอน, อังกฤษ, Hummingbird Bakery

คัพเค้กสีสันสดใสที่ The Hummingbird Bakery บนถนน Portobello

Portobello Market, London, England, ตลาด, ลอนดอน, อังกฤษ, มาร์ชเมลโล

มาร์ชเมลโลสูตรพิเศษที่ Portobello Market มีรสชาติแปลกๆอย่างราสเบอร์รี่กับแชมเปญ และเสวรสกับขิง

Portobello Market, London, England, ตลาดของเก่า, ลอนดอน, อังกฤษ

ของเก่าที่วางขายข้างทาง มีเฉพาะวันเสาร์เท่านั้น

Portobello Market, London, England, ตลาดของเก่า, ลอนดอน, อังกฤษ

ของเก่าเหล่านี้อาจดูเหมือนขยะสำหรับบางคน แต่ถ้าเลือกดูดีๆก็อาจจะได้ของแต่งบ้านที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใครกลับไป

ตลาดดอกไม้: Columbia Road Market

ตลาดสุดท้ายที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงก็คือ Columbia Road Market ซึ่งเป็นตลาดดอกไม้ของลอนดอน นักท่องเที่ยวอย่างเราอาจไม่รู้จะซื้อดอกไม้ไปทำไม เพราะไม่รู้จะเอาไปตบแต่งที่ไหน และเอากลับประเทศไทยก็ไม่ได้ แต่แค่มาเดินดูตลาดสวยๆที่เต็มไปด้วยสีสันอันสดใสของดอกไม้หลากหลายชนิดในตลาดแห่งนี้ และได้เห็นลอนดอนเนอร์แห่กันมาซื้อดอกไม้ต้นไม้กลับบ้าน ก็มีความสุขแล้ว แถมตลาดที่นี่ไม่ได้มีแค่ดอกไม้และต้นไม้ขายเท่านั้น แต่มีร้านรวงน่ารักๆตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นร้านขายของแต่งบ้าน ร้านขายอุปกรณ์ทำสวน อาร์ตแกลลอรี่ ไปจนถึง tea room และร้านเสื้อผ้าวินเทจต่างๆ ตลาด Columbia Road เปิดเฉพาะวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าบ่าย 3 เท่านั้น

ตลาดแห่งนี้ขายทั้งดอกไม้ ต้นไม้ ต้นกล้า และเมล็ดพันธ์ุพืช

ดอกไม้ส่วนใหญ่ที่ Columbia Road เป็นดอกไม้ที่คนขายปลูกเอง

การได้เดินดูดอกไม้สีสดสวยงามเหล่านี้เป็นความสุขง่ายๆของเช้าวันอาทิตย์ที่ลอนดอน

ถ้ามาตอนเช้า ดอกไม้ที่นี่จะสดเป็นพิเศษ และส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งตลาด ถ้ามาตอนหลังเที่ยง ตลาดก็จะคึกคักไปอีกแบบ เนื่องจากพ่อค้าแม่ค้าต่างตะโกนลดราคาดอกไม้กันเป็นแถว เพราะต่างก็พยายามจะขายสินค้าของคนให้หมดก่อนที่ตลาดจะวายราวๆบ่ายสาม เมื่อเดินชื่นชมความงามของดอกไม้และต้นไม้เสร็จแล้ว ขอแนะนำให้ไปเดินชื่นชมงานศิลปะต่อในอาร์ตแกลลอรี่เล็กๆที่มีอยู่หลายแห่งบน Columbia Road เสร็จแล้วก็ไปนั่งจิบชาและกินขนมเค้กที่ร้าน Cake Hole ซึ่งซ่อนอยู่ในร้านขายจานชามวินเทจที่ชื่อว่า Vintage Heaven ซึ่งหาไม่ยากเพราะอยู่ใกล้ๆปากทางเข้าตลาด ถ้ามีเวลาขอแนะนำให้เดินเลยไปอีกหน่อย จะไปถึงย่านที่เรียกว่า Brick Lane ซึ่งมีร้านขายเสื้อผ้าวินเทจเก๋ๆมากมาย และมีตลาดนัดวันอาทิตย์ให้เดินเที่ยวชมอีกเช่นกัน

ดอกไม้เหล่านี้พอหลังเที่ยงพ่อค้าแม่ค้าจะลดราคาลงกว่าครึ่ง

ลอนดอนเนอร์เขาแต่งตัวมาเดินตลาดกันแบบไม่ธรรมดา สองสาวฮิปสเตอร์นี้ดูเก๋ไก๋จนฉันต้องขอถ่ายรูปเก็บไว้

ร้านขายอุปกรณ์ทำสวนและแต่งสวนต่างๆ มีแต่ของน่ารักๆเต็มร้านไปหมด

บรรยากาศแสนสดชื่นของตลาดดอกไม้ที่ Columbia Road Market

The Cotswolds ตอนที่ 2: ทุ่งลาเวนเดอร์ และเวนิสแห่งอังกฤษ

นอกจากหมูบ้าน Bibury ที่เขียนถึงไปในตอนที่แล้ว The Cotswolds ยังมีอะไรให้เที่ยวชมอีกมากมาย ถ้าใครไปที่นี่ช่วงเดือนกรกฎาคม ที่หนึ่งที่น่าไปเที่ยวมากๆก็คือทุ่งลาเวนเดอร์ที่ Snowshill ซึ่งจะบานเต็มที่ในช่วงเวลานี้พอดี ถ้าพูดถึงทุ่งลาเวนเดอร์ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงโพรวองซ์ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส แต่จริงๆแล้วที่อังกฤษก็มีการทำฟาร์มลาเวนเดอร์หลายแห่งด้วยกัน ฟาร์มที่ Snowshill นี้เริ่มปลูกลาเวนเดอร์มาตั้งแต่ปี 2000 ทุกวันนี้มีลาเวนเดอร์ที่ปลูกอยู่ถึง 35 สายพันธ์ด้วยกัน ช่วงที่ฉันไปนั้นเป็นช่วงเดือนกรกฎาพอดี เมื่อมาถึง แค่เปิดประตูรถออกมา ก็ได้กลิ่นลาเวนเดอร์หอมอบอวลมาแตะจมูกแล้ว มาที่นี่นอกจากจะได้ถ่ายรูปกับทุ่งลาเวนเดอร์อันสวยงาม เขายังมีสินค้าที่ทำจากลาเวนเดอร์มากมายวางขาย และมี tea room ให้เรานั่งจิบชาลาเวนเดอร์อีกด้วย

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, ทุ่งลาเวนเดอร์, Snowshill, lavender

ทุ่งลาเวนเดอร์ที่ Snowshill ช่วงเดือนกรกฎาคม

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, ฝูงแกะ, sheep

ฝูงแกะท่ามกลางทุ่งหญ้าอันเขียวขจี ภาพที่พบเห็นจนชินตาที่ The Cotswolds

การเดินทางใน The Cotswolds นั้น วิธีที่สะดวกที่สุดก็คือเช่ารถขับ การขับรถในอังกฤษไม่ยากอย่างที่คิดเพราะอย่างน้อยก็ขับด้านเดียวกับเมืองไทย และถนนบริเวณนี้ถือว่าดีมาก ขับสบาย มีแค่ครั้งสองครั้งเท่านั้นที่ navigator พาไปถนนแคบๆที่ตัดผ่านทุ่ง เป็นถนนเลนเดียวแต่รถไปมาสองทาง เวลาเลี้ยวต้องคอยบีบแตรเตือนเผื่อมีรถสวน (ไม่มีกระจกจราจรให้อีกต่างหาก) ก็ลุ้นไปอีกแบบ แต่นอกนั้นถนนใหญ่ เรียบ ขับสนุก เวลาเช่ารถ ให้เช่า navigator มาด้วย รับรองไม่หลง การขอใบอนุญาตขับขี่สากลนั้นก็ไม่ยากอะไรถ้าเรามีใบขับขี่ของไทยอยู่แล้ว แค่นำเอกสารไปยื่นที่กรมการขนส่งทางบก รอแค่สิบนาทีก็ได้แล้ว

อีกเมืองหนึ่งที่น่าไปเดินเล่นก็คือ Broadway ซึ่งอยู่ใกล้กับทุ่งลาเวนเดอร์ที่ Snowshill นิดเดียว Broadway เป็นเมืองที่มีเสน่ห์เสียจนมีศิลปินคลาสสิคของอังกฤษหลายคนย้ายถิ่นฐานมาทำงานอยู่ที่นี่ จนทุกวันนี้เมือง Broadway เต็มไปด้วยแกลลอรี่เล็กๆมากมาย ตัวเมืองเองก็มีบ้านสวยๆและร้านค้าน่ารักๆให้เราเดินดูได้ไม่มีเบื่อ เมื่อเดินดูบ้านเมืองที่นี่ ก็อดทึ่งไปกับความพยายามที่จะทำให้บ้านเมืองสวยงามของคนแถวนี้ไม่ได้ ตึกรามบ้านช่องที่นี่ล้วนทำด้วยหินสีน้ำผึ้งเพื่อคงเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์ Cotswold และนิยมปลูกไม้เลี้อยและไม้ประดับรอบตึกเพื่อความสวยงาม ไม่เว้นแม้แต่โรงพยาบาล ธนาคาร หรือป้ายรถเมล์ ที่ตกแต่งไว้อย่างงดงามเพื่อให้กลมกลืนไปกับบ้านเรือนหลังอื่นๆในหมู่บ้าน

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Broadway

บ้านสวยๆที่ Broadway ฉันจำได้ว่าเคยเห็นรูปบ้านหลังนี้ในหนังสือเกี่ยวกับ Cotswolds หลายเล่ม

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Broadway, tea room

ที่นี่มี tea room น่ารักๆให้เลือกเข้าไปนั่งจิบชามากมาย

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Broadway

หนึ่งในอาร์ตแกลลอรี่อันสวยงามของเมือง Broadway

อีกเมืองหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆและน่าไปเดินเล่นก็คือ Chipping Campden เมืองนี้นอกจากจะมีบ้านสวยๆให้ดูแล้ว ยังมีร้านขายของเก่าหลายร้าน มีร้านหนึ่งชื่อว่า Stuart Antinques คนที่ชอบจานชามหรือชุดถ้วยชาวินเทจไม่ควรพลาด เพราะชุดถ้วยชาสวยๆเต็มร้านไปหมดทั้งที่ชั้นหนึ่งและชั้นใต้ดิน เยอะจนถึงกับต้องเดินตัวเกร็งเพราะกลัวจะพลาดไปโดนถ้วยชามของป้าตกลงมาแตก ที่ Chipping Campden ก็ไม่ต่างจาก Broadway ที่มี tea room หลายแห่ง ร้านที่ฉันไปลองชื่อว่า Badgers Hall ซึ่งเพื่อนรุ่นน้องของฉันแนะนำมา ชุด afternoon tea ของที่นี่ (ประกอบไปด้วยชา สโคน ขนมเค้ก และขนมปังหน้าชีส) รสชาติอร่อย ราคาไม่แพง แถมชิ้นใหญ่ให้เยอะ กินกันจนอิ่มแปร้เลยทีเดียว

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Chipping Campden

สวนสวยหน้าบ้านที่ Chipping Campden

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Badgers Hall, afternoon tea, Chipping Campden

ชุด afternoon tea ที่ Badgers Hall

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Chipping Campden

แม้แต่ตู้รับจดหมายก็ปลูกไม้เลื้อยล้อมรอบเพื่อความสวยงาม

เมืองสุดท้ายที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงก็คือ Bourton-on-the-Water เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเวนิสแห่งอังกฤษ เพราะเมืองแห่งนี้มีแม่น้ำ Windrush ไหลผ่านตลอดตัวเมือง ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำมีบ้านเรือนน่ารักและต้นไม้สวยงามให้เราเดินชม และมีสะพานหินให้เดินข้ามเป็นระยะๆ แม่น้ำแห่งนี้มีเป็ดจำนวนมากอาศัยอยู่ เป็ดที่นี่คุ้นเคยกับคน ถึงเราเดินเข้าไปใกล้ๆมันก็ไม่บินหนี เมือง Bourton-on-the-Water นี้มีสวนสัตว์นกที่ชื่อว่า Birdland มีนกแปลกๆให้ดูมากมาย รวมทั้งนกเพนกวินอีกหลากหลายพันธ์ นอกจากนี้ในตัวเมืองยังมี Motor Musuem ซึ่งจัดแสดงรถโบราณ มีตั้งแต่รถคลาสสิคต่างๆ มอเตอร์ไซค์โบราณ รถคาราวานสมัยก่อน ไปจนถึงป้ายจราจรและป้ายบอกทางเก่าๆ และยังมีคอลเลกชั่นของเล่นวินเทจจัดแสดงไว้ให้ดูอีกด้วย

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bourton-on-the-Water

บรรยากาศอันร่มรื่นของแม่น้ำ Windrush ที่ Bourton-on-the-Water

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bourton-on-the-Water

ยามเย็นหลังฝนตก ชาวบ้านเริ่มทยอยออกมาเดินเล่นริมแม่น้ำ

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ

เป็ดสีสดก็ออกมาเดินเล่นริมแม่น้ำเช่นกัน

Cotswolds, England, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Motoring Museum, Bourton-on-the-Water

Motoring Museum ที่ Bourton-on-the-Water

การเดินทางมาเที่ยวที่ The Cotswolds นั้น ขอแนะนำให้พักที่เมืองใดเมืองหนึ่งแล้วค่อยขับรถไปเที่ยวตามเมืองต่างๆซึ่งล้วนอยู่ไม่ไกลกันมากนัก คนส่วนใหญ่นิยมพักที่ Gloucester หรือ Cheltenham เพราะเป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่ถ้าเทียบกับเมืองเล็กๆอื่นๆใน Cotswolds และเป็นเมืองที่รถไฟจากลอนดอนมาจอด (รถไฟจากลอนดอนมาที่นี่ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมง) สำหรับฉัน การเดินทางมา Cotswolds นั้นเป็นทริปที่คุ้มค่ามาก นอกจากจะได้สัมผัสบรรยากาศแบบอังกฤษแท้ๆที่แทบหาไม่ได้แล้วในลอนดอน ได้ชื่นชมธรรมชาติอันร่มรื่นที่คนที่นี่พยายามเก็บรักษาไว้ และได้เห็นบ้านเมืองที่งดงามราวกับเป็นฉากในหนังภาพยนตร์หรือรูปภาพในหนังสือนิทาน เมื่อเห็นแล้วก็อดคิดถึงความพยายามที่อยู่เบืี้องหลังความงามเหล่านี้ไม่ได้ ความพยายามที่จะรักษาแม่น้ำให้สะอาด ความพยายามที่จะไม่ให้ต้นไม้ถูกตัด ความพยายามที่จะอนุรักษ์บ้านเก่าๆเหล่านี้เอาไว้ และความพยายามที่จะทำให้บ้านเหล่านี้สวยงามยิ่งขึ้นด้วยการปลูกดอกไม้รอบบ้าน คงไม่ผิดถ้าจะพูดว่าสิ่งที่ดีที่สุดใน Cotswolds ไม่ใช่กระท่อมหินสีน้ำผึ้งหรือธรรมชาติอันสวยงาม แต่คือคนที่อยู่อาศัยที่นี่ต่างหากที่ทำให้บ้านเมืองที่นี่น่าอยู่ไม่เสื่อมคลาย

Related Post: The Cotswolds ตอนที่ 1: ชีวิตชนบทกับหมู่บ้านที่สวยที่สุดในอังกฤษ 

The Cotswolds ตอนที่ 1: ชีวิตชนบทกับหมู่บ้านที่สวยที่สุดในอังกฤษ

อังกฤษเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทย โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างลอนดอนที่มีอะไรให้ดูให้ทำได้ไม่รู้จบ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันหลงรักเกี่ยวกับประเทศนี้ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่กลับเป็นชีวิตชนบทของชาวอังกฤษที่เต็มไปด้วยเนินหญ้าสีเขียวสดที่ตัดกับฝูงแกะสีขาว สวนดอกไม้สีสันสดใสที่คุณป้าชาวอังกฤษตั้งใจปลูกไว้อวดเพื่อนบ้าน และชีวิตช้าๆของคนชนบทที่พาหมาออกมาเดินเล่นและนั่งจิบชายามบ่ายในขณะที่ฝนตกพรำๆ และที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับการสัมผัสชีวิตแบบนี้ก็คือ The Cotswolds

The Cotswolds เป็นชื่อเรียกพื้นที่บริเวณฝั่งตะวันตกตอนใต้ของประเทศอังกฤษ และประกอบไปด้วยเมืองเล็กๆน้อยๆหลายสิบเมืองด้วยกัน ลักษณะเด่นของภูมิประเทศในแถบนี้คือเป็นเนินเขาและทุ่งหญ้าเขียวขจี มีทั้งป่าไม้และแม่น้ำเล็กๆไหลผ่านมากมาย พื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงาม จนรัฐบาลอังกฤษแต่งตั้งให้เป็น Area of Outstanding Natural Beauty ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ส่วนสถาปัตยกรรมเองก็โดดเด่นสวยงามไม่แพ้กัน เพราะตึกรามบ้านช่องใน The Cotswolds ล้วนทำจากหินสีน้ำผึ้ง มีลักษณะคล้ายๆกระท่อมในนิทาน ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17-18 และมีการเก็บรักษาไว้ในสภาพดีเยี่ยม

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

บ้านใน Bibury Village หมู่บ้านที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สวยงามที่สุดของอังกฤษ

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

Arlington Row กระท่อมหินหลังเล็กๆเรียงรายกันเป็นแถวใน Bibury Village

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

ดอกไม้ใบหญ้าสีสันสดใส ตัดกับหินสีน้ำผึ้งของบ้านในบริเวณ The Cotswolds

โชคดีที่การมาเที่ยว The Cotswolds ครั้งนี้ของฉันได้รับคำแนะนำอย่างดีจากเพื่อนรุ่นน้องที่มาเที่ยวที่นี่หลายครั้ง และทำลิสต์มาให้ว่ามาเที่ยว The Cotswolds ทั้งทีควรจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง และที่หนึ่งที่เพื่อนรุ่นน้องของฉันย้ำนักย้ำหนาว่าต้องไปให้ได้ก็คือหมู่บ้านเล็กๆที่มีชื่อว่า Bibury Village ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ William Morris ศิลปิน นักเขียน และนักออกแบบชื่อดังของอังกฤษขนามนามไว้ว่าเป็นหมูบ้านที่สวยงามที่สุดในอังกฤษ เมื่อได้มาสัมผัสหมู่บ้านแห่งนี้แม้เพียงวันเดียว คุณก็จะรู้ว่าคำพูดของ William Morris นั้นไม่ได้เกินเลยความจริงแม้แต่น้อย

ที่หมู่บ้าน Bibury แห่งนี้ มีถนนเล็กๆเส้นหนึ่งที่ทุกคนต้องไปดูเพราะเป็นถนนที่มีกระท่อมหินซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่เรียงรายกันยาวไปเป็นแถว มีชื่อว่า Arlington Row กระท่อมเหล่านี้เคยเป็นที่พักของคนที่ทำอาชีพทอขนแกะในศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิม แต่ก็ใช่ว่าจะเก็บกระท่อมเหล่านี้ไว้เฉยๆ เพราะกระท่อมหลังเล็กๆทั้งหลายนี้มีคนในหมู่บ้านเข้ามาจับจองอยู่อาศัยกันแทบทุกหลัง และเจ้าของบ้านแต่ละหลังต่างก็ช่วยกันดูแลรักษากระท่อมของตนไว้อย่างดี และต่างก็ดูภูมิใจที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมถ่ายรูปกับบ้านของตนมากมาย ฉันกับเพื่อนยืนถ่ายรูปกันอยู่สักพักก็มีคุณยายชาวอังกฤษเปิดประตูบ้านออกมา พอเห็นพวกเรา คุณยายก็ยิ้มแย้มทักทายโบกไม้โบกมือ เสร็จแล้วก็เดินไปรอรถเมล์พร้อมหันมายิ้มให้เราอีกรอบ

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

แม่น้ำ Coln ไหลผ่านใจกลางหมู่บ้าน

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

กุหลาบที่นี่สีสด ดอกใหญ่ สวยงามมาก

นอกจากกระท่อมที่น่ารักเหล่านี้ หมู่บ้าน Bibury ยังมีธรรมชาติอันสวยงามให้เราได้เดินชม ใจกลางหมู่บ้านมีแม่น้ำ Coln ไหลผ่าน ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใสสะอาด มองลงไปเห็นปลาแหวกว่ายและเห็นสาหร่ายสีเขียวที่อยู่ใต้น้ำได้อย่างชัดเจน แถมยังมีเป็ดและหงษ์จำนวนมากว่ายน้ำเล่นไปมาอย่างสบายใจ และมีสะพานหินให้เราเดินข้ามเป็นระยะๆ ระหว่างทางเดินริมแม่น้ำ ก็จะเห็นบ้านสวยๆเรียงรายกันไป แต่ละหลังมีสวนดอกไม้สีสันสดใสอยู่หน้าบ้านให้เราเดินดูเพลินๆ ใครที่ชอบซื้อของเก่า ทุกเมืองใน The Cotswolds มีร้านขายของวินเทจให้เลือกดูได้ไม่มีเบื่อ ฉันเองก็อดซื้อจาน ชาม ถ้วยชาวินเทจ กลับมาบ้านไม่ได้ เพราะราคาถูกมากถ้าเทียบกับเมืองไทย

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

แม่น้ำ Coln แห่งนี้น้ำใสจนมองเห็นสาหร่ายใต้น้ำได้อย่างชัดเจน

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

ร้านขายถ้วยชามวินเทจใน Bibury Village คุณป้าคนขายน่ารักมาก ช่วยแนะนำที่เที่ยวใน The Cotswolds ให้เรามากมาย

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

สวนหน้าบ้านสไตล์อังกฤษที่ดูเหมือนตั้งใจปลูกให้รกๆแต่ออกมาดูสวยงาม

ใกล้ๆกับ Bibury Village (ขับรถออกไปแค่ 3 นาที) มีโรงแรมแห่งหนึ่งที่น่าแวะไปดูมากๆชื่อว่า Barnsley House โรงแรมแห่งนี้เดิมเคยเป็นบ้านของคู่สามีภรรยาฐานะร่ำรวยคู่หนึ่งที่รักการทำสวนเป็นชีวิตจิตใจ และเป็นผู้ออกแบบสวนอันงดงามของ Barnsley House สวนของที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดัง แม้แต่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ยังทรงเสด็จมาเยี่ยมชมสวนแห่งนี้หลายครั้งด้วยกัน สมัยก่อน Barnsley House เปิดให้ทุกคนเข้าชม แต่เดี๋ยวนี้เปิดให้เฉพาะแขกของโรงแรมเท่านั้น หากเราแวะไปจิบชาและทานของว่างยามบ่ายที่นี่ เราก็สามารถเดินชมภายใน Barnsley House ที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม และสามารถออกไปเดินเล่นในสวนอันเลื่องชื่อของที่นี่ได้ด้วย

Barnsley House, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Cotswolds, England

Barnsley House โรงแรมใกล้ๆกับ Bibury Village ที่ควรแวะไปเยี่ยมชม

Barnsley House, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Cotswolds, England

สวนอันโด่งดังของ Barnsley House ที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ทรงเสด็จมาเยี่ยมชมหลายครั้ง

Barnsley House, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Cotswolds, England

ขนมเค้กประจำวันที่ Barnsley House ทานกับชาร้อนๆพร้อมนั่งดูวิวในสวนยามบ่าย

Barnsley House, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Cotswolds, England

ภายใน Barnsley House ตกแต่งด้วยสีเขียวพาสเทลสวยงาม

นอกจากนี้ใน Bibury Village ยังมีฟาร์มปลาเทราท์ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน ฉันมั่นใจว่าฟาร์มปลาเทราท์แห่งนี้จะเป็นฟาร์มเลี้ยงปลาที่สวยที่สุดที่คุณเคยไปมาอย่างแน่นอน เพราะบรรยากาศของฟาร์มที่นี่เหมือนกับสวนสาธารณะมากกว่าฟาร์ม มีสวนดอกไม้ ลำธารเล็กๆ และนอกจากจะเลี้ยงปลาแล้วก็มีเป็ดและนกให้เราเดินดู ที่นี่เราสามารถให้อาหารปลา หรือถ้าอยากตกปลา เขาก็มีที่จัดไว้ให้สวยงาม โดยกฏของเขาก็คือ เมื่อตกแล้วต้องนำปลานั้นมากิน ห้ามไม่ให้ตกเล่นๆแล้วปล่อยปลากลับลงไป ฟาร์มแห่งนี้นอกจากจะเลี้ยงปลาเทราท์ไว้สำหรับขายแล้้ว ยังทำหน้าที่เพาะเลี้ยงปลาเพื่อปล่อยลงสู่แม่น้ำลำธารในบริเวณ Bibury Village อีกด้วย

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

ฟาร์มปลาเทราท์ที่ Bibury Village บรรยากาศร่มรื่นเหมาะสำหรับการเดินเล่นยามบ่าย

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

ฟาร์มปลาเทราท์แห่งนี้มีเป็ดจำนวนมาก เลี้ยงอยู่ในบ่อเดียวกับปลาแบบธรรมชาติ

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

ฟาร์มปลาเทราท์ที่นี่ไม่ต่างจากสวนสาธารณะ มีต้นไม้และดอกไม้อันสวยงามมากมาย

หมู่บ้านไบเบอร์รี่, คอทส์โวลส์, อังกฤษ, Bibury Village, Cotswolds, England

บริเวณนี้คือบริเวณที่จัดไว้สำหรับให้คนมาตกปลา

หากมาอังกฤษ แล้วอยากจะมาเที่ยวบริเวณ The Cotswolds ขอแนะนำให้เผื่อเวลามาค้างสัก 2-3 คืน เพราะบริเวณนี้มีอะไรให้เที่ยวชมเยอะแยะไปหมด จริงๆแค่มา Bibury Village อย่างเดียวก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้มแล้ว แต่ที่ The Cotswolds ยังมีเมืองที่น่าไปเยี่ยมชมอีกหลายแห่ง เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังในตอนหน้า ฉันเองมาอังกฤษหลายรอบ ทั้งมาเรียนต่อปริญญาโทที่นี่ และมาเที่ยวอีกหลายต่อหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือน The Cotswolds และภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ที่นี่ก็กลายเป็นสถานที่โปรดของฉันในอังกฤษไปในทันที

เขาว่ากันว่าที่ The Cotswolds นี้เวลาหยุดเดินมา 300 ปีแล้ว การเดินทางมาที่นี่เหมือนเราย้อนเวลากลับไปสู่อังกฤษยุคเก่า ด้วยบ้านเรือนสไตล์อังกฤษโบราณที่อนุรักษ์ไว้ได้อย่างดี ผู้คนที่ส่วนใหญ่เป็นคนเกษียณอายุที่มีอันจะกินซึ่งนิยมย้ายมาอยู่บริเวณนี้ เราจึงเห็นคุณป้าคุณยายแต่งตัวสวยงาม พูดจาไพเราะ และคุณลุงคุณปู่ที่ใส่สูทผูกเนคไทออกมาเดินเล่น และเปิดประตูให้ผู้หญิงอย่างเราเดินออกไปก่อนเสมอ ตามสไตล์ English gentleman ที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก ถึงแม้คนที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนฐานะดี แต่ชีวิตแบบชนบทที่นี่ก็เป็นชีวิตที่เรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติอันร่มรื่น ไม่มีแสงสีอะไรมากนัก ความบันเทิงหลักของคนในหมู่บ้านก็คือการออกมาเดินเล่นริมแม่น้ำ ให้อาหารปลา ดูเป็ดว่ายน้ำ เป็นความสุขแบบดั้งเดิมที่ควรค่าแก่การเก็บรักษาไว้ยิ่งนัก

Related Post: The Cotswolds ตอนที่ 2: ทุ่งลาเวนเดอร์ และเวนิสแห่งอังกฤษ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 34 other followers

%d bloggers like this: