กาลเวลาหยุดนิ่งที่ยูนนาน ตอนที่ 2
เล่าเรื่องยูนนานทั้งทีจะไม่เขียนถึงอาหารยูนนานก็คงไม่ได้ เพราะมาเที่ยวครั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ประทับใจฉันมากก็คืออาหาร อาหารยูนนานขึ้นชื่อเรื่องรสชาติที่เผ็ดและจัดจ้าน แตกต่างกับอาหารจีนที่เราคุ้นเคยที่เมืองไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารกวางตุ้ง และด้วยความที่ยูนนานเป็นเมืองเกษตรกรรมที่มีภูมิอากาศเหมาะกับการปลูกพืชผักแทบตลอดทั้งปี ผักที่นี่จึงสดหวานอร่อย และมีมากมายหลายชนิดให้เลือก ร้านอาหารที่นี่เขาไม่วางตู้เย็นเก็บของสดไว้ในครัว แต่กลับเอามาวางไว้ตรงใกล้ๆทางเข้าร้าน โดยเป็นตู้กระจกที่มีของสดทุกชนิดของร้าน ลูกค้ามาถึงก็มายืนดูได้เลยว่าวันนี้มีเนื้อสัตว์ชนิดไหนส่วนไหน มีผักอะไรให้เลือกกินบ้าง และสามารถสั่งอาหารตรงหน้าตู้กระจกนี้ได้เลย
ด้วยความที่ยูนนานเป็นมณฑลขนาดใหญ่ อาหารที่ขึ้นชื่อของแต่ละเมืองก็แตกต่างกันไป เราได้ลองชิมอาหารหลากหลาย ตั้งแต่เนื้อควายแดดเดียวที่อร่อยเด็ดมากๆ สุกี้เห็ดชื่อดังของคุนหมิง หมูสามชั้นเจ้าอร่อย ไปจนถึงอาหารสิบสองปันนาที่รสชาติใกล้เคียงกับอาหารไทยของเรา และเป็ดอี้เหลียง เป็ดยอดนิยมของยูนนานที่มีวิธีเลี้ยงแบบพืเศษคือเลี้ยงแบบปล่อย มีพื้นที่ให้เดินเล่นไปมาตามธรรมชาติคล้ายๆกับที่ฝรั่งเรียกว่า free-range นั่นแหล่ะ และพออายุได้ 30 วันก็จะโดนจับมากินเสียแล้ว มาเที่ยวยูนนานไม่ต้องกังวลว่าอาหารจะไม่ถูกปาก (ถ้าคุณไม่ใช่คนที่ทานยากมาก) ตอนแรกฉันนึกว่าอาหารที่เมืองจีนจะมันๆเลี่ยนๆ แต่อาหารที่ยูนนานนี้อร่อยเกินคาดจริงๆ
พักเรื่องอาหารมาคุยเรื่องเที่ยวกันต่อ จากโหลวผิง เมืองแห่งทุ่งมัสตาร์ดที่เล่าไปเมื่อตอนที่แล้ว เราเดินทางต่อไปยังเขาหมื่นยอด สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่น่าทึ่งอีกแห่งหนึ่งของจีนที่อยู่ตรงชายแดนระหว่างมณฑลยูนนานกับมณฑลกุ้ยโจว เขาหมื่นยอด (หรือที่คนจีนเรียกว่า “ว่านเฟิงหลิน”) นี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่เป็นพันตารางกิโลเมตร เรียกว่าถ้าไม่มาเห็นกับตาตัวเอง ก็คงจะนึกไม่ออกถึงความยิ่งใหญ่อลังการของสถานที่แห่งนี้ เขาหมื่นยอดมีลักษณะการเกิดคล้ายๆกับป่าหินที่ฉันเขียนถึงในตอนที่ 1 คือเมื่อหลายล้านปีก่อน ที่บริเวณนี้เคยอยู่ใต้ท้องมหาสมุทรมาก่อน การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้น้ำเหือดหายไป เนินเขาหินปูนกว่าหมื่นลูกที่เคยอยู่ใต้น้ำก็ย้ายขึ้นมาอยู่บนดิน กลายเป็นทัศนียภาพอันน่าอัศจรรย์ที่เหมือนกับภาพวาดสีน้ำของจีนสมัยโบราณที่เราเคยเห็นมายังไงอย่างนั้น
ด้วยความที่เขาหมื่นยอดมีอาณาเขตกว้างใหญ่มาก การท่องเที่ยวที่นี่เขามีบริการขับรถคล้ายๆรถกอล์ฟแต่ยาวกว่า พาไปลัดเลาะเที่ยวชมบริเวณเขาหมื่นยอด เริ่มจากขึ้นไปชมวิวบนเขาที่มองลงมาเห็นเนินเขาสลับซับซ้อนเรียงรายกันไปเรื่อยๆราวกับว่าไม่มีจุดสิ้นสุด หลังจากดูจุดชมวิวต่างๆบนเขาเสร็จแล้ว ก็จะพาเราลงมาข้างล่าง ขับผ่านหมู่บ้านต่างๆที่อยูในบริเวณเขาหมื่นยอด ในบริเวณนี้แม้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่ก็ยังมีคนอยู่ตามปกติ ชาวบ้านก็ทำไร่ทำนากันไปท่ามกลางเนินเขาอันสวยงามเหล่านี้ บ้านที่อยู่ในบริเวณเขาหมื่นยอดนั้นถือว่าโชคดี เพราะรัฐบาลเข้ามาอาสาทาสีทำบ้านให้ใหม่ เพื่อให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ขัดกับทัศนียภาพอันงดงามที่อยู่เบื้องหลัง
จากเขาหมื่นยอด เราเดินทางไปที่หมู่บ้านเฉิงจื่อ หมู่บ้านโบราณเล็กๆที่แทบยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวไปถึง หมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องวิธีการสร้างบ้านที่ไม่เหมือนใคร บ้านทุกหลังสร้างจากดิน และมีลักษณะพิเศษคือหลังคาเรียบและเชื่อมติดกันทุกหลัง คนที่นี่สร้างบ้านกันแบบนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ เหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้เวลาเกิดเหตุร้ายอะไร เช่นบ้านไหนมีคนบุกรุก ก็สามารถหนีมาอีกบ้านหนึ่งได้ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังใช้พื้นที่บนหลังคาให้เป็นประโยชน์ เช่นในฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพด ทุกบ้านก็จะเอาข้าวโพดขึ้นไปตากบนหลังคา คนที่นี่นิยมเอาข้าวโพดมาแขวนเอาไว้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน นอกจากเพื่อความสวยงามแล้ว ชาวบ้านยังเชื่อว่าจะเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว แถมยังเป็นการตากแห้งข้าวโพดไปในตัว เพื่อที่จะนำเม็ดที่แห้งแล้วไปปลูกในฤดูกาลหน้า
เราแวะทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารเล็กๆในหมู่บ้าน อาหารเช้าที่นี่เขานิยมทานบะหมี่น้ำไข่ดาวกัน อาจฟังดูแปลกๆแต่ยืนยันว่าอร่อยมาก บะหมี่ที่หมู่บ้านนี้เขาจะมีเครื่องเคียงต่างๆให้ด้วย เช่นพวกผักดองและพริกแห้ง พอดีเราเห็นว่าที่ร้านบะหมี่นี้แขวนข้าวโพดไว้เยอะ เราเลยขอเขาซื้อหนึ่งพวง จะเอากลับไปแขวนในครัวที่บ้านบ้าง เจ้าของร้านยิ้มกว้าง รีบไปหยิบถุงแล้วเอาข้าวโพดใส่ให้เรา 3-4 พวงใหญ่ๆแล้วเอามายื่นให้โดยไม่ยอมรับเงิน เราพยายามจะให้ตังค์อย่างไรเขาก็ไม่ยอมรับ จนสุดท้ายเราก็ต้องกล่าวขอบคุณพร้อมบอกว่าขอเอาไปแค่พวงเดียวแล้วกัน เพราะกระเป๋าเดินทางของเรามีที่ไม่มาก
เดินต่อไปอีกหน่อยเจอคุณยายถือถาดถั่วที่หน้าตาคล้่ายๆถั่วลันเตาแต่ฝักใหญ่กว่ามากที่คุณยายแกคงเพิ่งไปเก็บมา ฉันยิ้มให้คุณยายพร้อมถ่ายรูปผักในถาดของแก แกรีบหยิบถั่วมาให้ฉันและคะยั้นคะยอให้ฉันลองชิมดู ไม่ได้ให้แค่ฝักเดียว แต่หยิบมาให้หนึ่งกำมือ ตังค์ก็ไม่ยอมเอาอีกเช่นกัน ฉันจึงรับมาหนึ่งฝักพร้อมขอบคุณคุณยายเป็นภาษาจีน บอกตามตรงว่าถั่วของยายไม่อร่อยเอาซะเลย (คงเป็นเพราะมันยังดิบ รสชาติเลยขม ถ้าปรุงสุกแล้วน่าจะอร่อย) แต่หมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นหมู่บ้านที่ฉันประทับใจที่สุดในทริปนี้ก็เพราะข้าวโพดของร้านบะหมี่และถั่วของคุณยายนี่แหล่ะ
ตรงถนนที่เป็นทางเข้าออกจากหมู่บ้านเฉิงจื่อนี้ สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งข้าวสาลี ทุกเช้าชาวบ้านที่นี่จะนำข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวแล้วมาวางแผ่ไว้เต็มพื้นถนน เพื่อให้รถที่ผ่านไปมาแล่นทับข้าวสาลีเหล่านี้ เป็นการนวดข้าวแบบประหยัดแรงและประหยัดเวลา เพราะถ้าไม่ใช้วิธีนี้ คนที่นี่ก็ยังคงใช้วิธีเหยียบข้าวอยู่ ซึ่งกินแรงและเสียเวลามาก ทุกๆ 500 เมตรเราจะเห็นชาวนาเอาข้าวสาลีมาปูบนถนน พอเห็นรถมา ชาวนาก็จะรีบเทข้าวสาลีลงมาเพิ่ม และคอยเกลี่ยให้นวดได้ทั่วถึงกัน เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่ารักไปอีกแบบ
จากหมู่บ้านเฉิงจื่อ เราเดินทางไปสู่ไฮไลท์ของทริปนี้ นั่นก็คือหยวนหยาง เมืองแห่งนาขั้นบันไดทางตอนใต้ของยูนนาน ที่ผ่านมา เราได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติมาเยอะ แต่ความมหัศจรรย์ของที่แห่งนี้เกิดจากน้ำมือมนุษย์ที่ใช้เวลาสร้างมานานหลายร้อยปี หยวนหยางในปัจจุบันมีส่วนที่เป็นหยวนหยางเก่าและหยวนหยางใหม่ ส่วนที่เราไปคือหยวนหยางเก่า ตั้งอยู่บนเขาสูง เป็นที่อยู่ของชนเผ่าฮานี ชนเผ่าฮานีนี้ในอดีตอยู่อาศัยทางตอนเหนือของยูนนาน แต่ด้วยความที่รบไม่เก่ง จึงถูกพวกมองโกลรุกราน ถอยร่นลงมาเรื่อยๆ จนลงมาถึงทางใต้ของยูนนาน และหนีขึ้นไปอยู่อาศัยบนเขาสูง จึงรอดพ้นจากการรุกรานของศัตรู ชาวฮานีคิดหาวิธีทำการเกษตรบนเขาที่ลาดชันด้วยการทำนาขั้นบันได โดยเริ่มทำกันมาตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน จนปัจจุบันเทือกเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยนาขั้นบันไดขนาดใหญ่หลายจุด บางจุดมีขั้นบันไดถึงกว่า 3,000 ขั้นด้วยกัน

ชาวนาที่นี่ดูจะมีอารมณ์ศิลปินมากกว่าชาวนาที่อื่นในโลก ถึงได้สร้างนาขั้นบันไดอันงดงามเหล่านี้ขึ้นมาได้
ในปัจจุบัน นาขั้นบันไดที่หยวนหยางได้รับการจดทะเบียนโดยองค์กรยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บนเทือกเขาแห่งนี้ มีนาขั้นบันไดหลายจุดด้วยกัน แต่ละจุดมีความสวยงามอลังการแตกต่างกันไปคนละแบบ จุดแรกที่เราไปดูเรียกว่าจุดชมวิวปากเสือ (Laohuzui) จุดนี้ต้องเดินไกลสักหน่อย แต่รับประกันว่าเมื่อไปถึงแล้วจะรู้สึกคุ้มค่าเหนื่อยเป็นที่สุด ที่จุดชมวิวปากเสือนี้ เรามองเห็นหุบเขาขนาดใหญ่ ด้านล่างเป็นนาขั้นบันไดกว้างหลายพันไร่ ชาวนาปลูกพืชผักชนิดต่างๆเป็นสีสันสวยงาม ส่วนใหญ่เป็นพืชที่เลี้ยงในน้ำ เพราะฤดูนี้เป็นฤดูที่ชาวนาใส่น้ำไว้เต็มนาขั้นบันได ว่ากันว่าฤดูนี้แหล่ะที่หยวนหยางสวยที่สุด เพราะน้ำในนาขั้นบันไดจะสะท้อนสีของท้องฟ้าที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆตลอดทั้งวัน ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม ในขณะที่ตอนกลางวัน น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีฟ้าครามตามท้องฟ้านั่นเอง

ถ้ามองมุมกว้าง เราก็จะเห็นหมู่บ้านของชาวฮานีตั้งอยู่ข้างๆนาขั้นบันไดที่พวกเขาและบรรพบุรุษช่วยกันสร้างขึ้นมา
นอกจากที่จุดชมวิวปากเสือแล้ว อีกที่หนึ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือจุดชมวิวตัวอีซู่ (Duoyishu) ขอแนะนำให้ตื่นแต่เช้าเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่ เขามีที่ให้นั่งจิบชาพร้อมดูวิวอันน่าอัศจรรย์ที่ชาวนาแห่งชนเผ่าฮานีช่วยกันสร้างขึ้นมาหลายชั่วอายุคน ยิ่งมองดู ยิ่งรู้สึกว่าชาวนาเหล่านี้ที่แท้คือศิลปินที่วาดลวดลายอันวิจิตรงดงามลงบนพื้นแผ่นดิน แถมไม่ได้วาดลงบนแผ่นดินเรียบๆธรรมดา แต่เป็นภูเขาที่สูงชัน เห็นแล้วก็อดชื่นชมความสามารถและพยายามของชาวฮานีไม่ได้ สุดท้ายอย่าลืมแวะไปนาขั้นบันไดป้าต๋า (Bada) ซึ่งเป็นนาขั้นบันไดที่ใหญ่ที่สุดของหยวนหยาง มีนาขั้นบันไดติดต่อกันถึงกว่า 3,000 ขั้นทีเดียว
จากหยวนหยาง เราเดินทางไปยังเมืองโบราณเจี้ยนสุ่ย ซึ่งอยู่ห่างจากคุนหมิงไปประมาณ 3 ชั่วโมง เมืองโบราณแห่งนี้มีการอนุรักษณ์บ้านเรือนเก่าๆไว้ได้อย่างดี จุดไฮไลท์ที่ทุกคนต้องไปดูก็คือบ้านตระกูลจู อดีตตระกูลที่ยิ่งใหญ่ ร่ำรวย และมีอิทธิพลมากที่สุดของเมือง บ้านตระกลูจูนี้มีเนื้อที่กว้างใหญ่ถึง 20,000 ตารางเมตร มีห้องถึง 200 ห้อง แต่ละห้องตกแต่งอย่างสวยงาม และมีการเก็บรักษาไว้อย่างดีให้อยู่ในสภาพเดิม เรื่องราวของตระกูลจูเป็นเรื่องราวของโชคชะตาที่พลิกผัน จากบรรพบุรุษรุ่นแรกที่เป็นเพียงชาวนาธรรมดาๆที่หันมาทำธุรกิจเหมืองแร่ จนร่ำรวยและกลายเป็นครอบครัวที่มีอิทธิพล และเริ่มสร้างบ้านหลังนี้ โดยใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะสร้างเสร็จ แต่สุดท้าย โชคชะตาก็พลิกผันอีกครั้ง เมื่อหัวหน้าตระกูลจูไปเข้าข้างฝ่ายต่อต้านจักรพรรดิ์ ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ ทำให้หัวหน้าครอบครัวจูโดนจับไปขังคุกจนกระทั่งตายในคุก ส่วนคนอื่นๆในครอบครัวต่างหลบหนีไป จนบัดนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าคนในตระกูลจูไปอยู่ที่ไหนกันบ้าง
เมืองเจี้ยนสุ่ยนี้มีอาหาร 2 อย่างที่เป็นอาหารประจำเมือง อย่างแรกก็คือเต้าหู้ ที่เมืองนี้มีบ่อน้ำตามธรรมชาติ มีน้ำตลอดปี ชาวบ้านสามารถมาตักน้ำที่บ่อนี้ไปดื่มและใช้ได้ตามสบาย และน้ำจากบ่อแห่งนี้มีความไม่ธรรมดาอยู่อย่างหนึ่งคือ ใช้ทำเต้าหู้ได้ดีมากๆ ปกติเวลาเราทำเต้าหู้ ต้องใส่ดีเกลือเพื่อให้เต้าหู้แข็งตัวเป็นก้อน แต่ว่าที่เมืองเจี้ยนสุ่ย ชาวบ้านไม่ต้องพึ่งดีเกลือ แค่ใช้น้ำจากบ่อน้ำของเมืองมาทำเต้าหู้ เต้าหู้ก็จะแข็งตัวตามธรรมชาติ คนที่นี่นิยมกินเต้าหู้ย่างกัน ใกล้ๆบ่อน้ำที่ว่านี้ จะมีร้านเต้าหู้ย่างอยู่หลายร้าน ทุกๆโต๊ะในร้านจะมีเตาย่างเต้าหู้อยู่พร้อมกับคนย่างที่จะนั่งประจำโต๊ะแต่ละโต๊ะ ลูกค้าก็จะพากันเข้ามานั่งล้อมเตา เมื่อเต้าหู้สุกแล้วเราก็สามารถใช้ตะเกียบหยิบมาทานได้เลย โดยคนย่างจะมีเม็ดข้าวโพดแห้งเอาไว้นับว่าลูกค้าแต่ละคนกินเต้าหู้ไปกี่อัน พอเราหยิบเต้าหู้หนึ่งอัน คนย่างก็จะหยิบเม็ดข้าวโพดใส่ถ้วยเล็กๆไว้หนึ่งเม็ด เต้าหู้ย่างที่นี่เหนียวนอกนุ่มใน กินร้อนๆจิ้มน้ำจิ้มอร่อยยิ่งนัก
อาหารอีกจานที่เป็นอาหารประจำเมืองของเจี้ยนสุ่ยก็คือ ก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพาน ที่จริงก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพานนี้เป็นอาหารชื่อดังของยูนนาน แต่จุดเกำเนิดของก๋วยเตี๋ยวนี้อยู่ที่เจี้ยนสุ่ยนี่เอง วิธีเสิร์ฟก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพาน เขาจะแยกเส้นไว้ถ้วยหนึ่ง โดยเส้นจะคล้ายๆเส้นขนมจีนบ้านเรา ซุปจะอยู่อีกถ้วยหนึ่ง และมีเนื้อไก่ หนังหมูทอด ฟองเต้าหู้ ผักต่างๆแยกมา คนกินก็จะนำไก่ หมู และผักใส่ไปในซุปร้อนๆนี้ แล้วถึงค่อยใส่เส้นลงไป ก๋วยเตี๋ยวข้ามสะพานของเจี๋ยนสุ่ยรสชาติอร่อยกล่อมกล่อมแต่ชามใหญ่มาก หนึ่งชามแบ่งกันได้สองคนสบายๆ

คนเจี้ยนสุ่ยเก่งเรื่องทำเต้าหู้ โดยใช้นำ้จากบ่อน้ำของเมืองมาทำ ทำเสร็จแล้ววางตากไว้ 2-3 วันจึงค่อยนำมาย่าง
โดยรวมแล้ว การมาเมืองจีนครั้งนี้ทุกอย่างดูจะผิดคาดไปหมดสำหรับฉัน อาหารที่ยูนนานอร่อยเกินคาด ไม่เลี่ยนและมันอย่างที่ฉันคิด อากาศที่นี่บริสุทธิ์ ผู้คนใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และขี่มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า ไม่มีปัญหามลพิษอย่างที่ฉันกลัว คนยูนนานน่ารักมีน้ำใจพร้อมช่วยเหลือคนต่างชาติ ไม่ได้หยาบคายหรือไม่เป็นมิตรเหมือนเรื่องที่ฉันเคยได้ยิน ธรรมชาติและทัศนียภาพของที่นี่สวยงามเกินกว่าที่ฉันจะสามารถจินตนาการได้หากไม่ได้มาเห็นกับตาตนเอง ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของ Aldous Huxley นักเขียนชื่อดังผู้เขียนนิยายคลาสสิคอย่าง Brave New World ที่กล่าวไว้ว่า “To travel is to discover that everyone is wrong about other countries.” หรือการท่องเที่ยวทำให้เราค้นพบว่าทุกคนมีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับประเทศอื่น บางทีสิ่งที่เราได้อ่านได้ฟังเกี่ยวกับประเทศต่างๆนั้นอาจจะจริง และบางทีมันก็อาจจะไม่จริง แต่ความสนุกมันอยู่ตรงที่เรามีสิทธิ์เดินทางไปพิสูจน์ความจริงด้วยตัวของเราเองมากกว่า






































































































